Monday, September 12, 2011

Story of the Year อีกความมันที่กำลังจะมาเยือน

Technorati Tags: ,

บางที ความสุขมันก็มากันแบบติดๆจนไม่น่าเชื่อนะครับ นี่ เดี๋ยว X-Japan จะมาแล้ว แล้วยังมีข่าวว่า อีกวงหนึ่ง ที่เล่นสดได้เมามันเต็มที่อย่าง Story of the Year ก็จะมาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทย ให้ขาร๊อคได้มอชกันให้มันเลยทีเดียวครับStory of the Year คือวงจากท้องถิ่นเซนต์หลุยส์ มิซซูรี่ หลังจากที่เป็นวงท้องถิ่นมานาน โดยใช้ชื่อ Big Blue Monkey มาก่อน ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Story of the Year เพื่อว่ามีวงที่ชื่อซ้ำกันมาก่อนแล้ว จึงเลือกชื่อวงใหม่จาก EP ที่ออกมาในตอนนั้น โดยสมาชิกคือ Dan Marsala (แดน ร้องนำ) Ryan Phillips (ไรอัน กีตาร์) Philip Sneed (ฟิลลิป กีตาร์) Adam Russell (อดัม เบส) และ Josh Wills (จอช กลอง)

Story of the Year 2_by Chris Dowsett

และเหมือนจะเป็นชื่อนำโชค เพราะหลังจากเล่นท้องถิ่น ออกผลงานแบบอินดี้ พวกเขาก็ไปเข้าตาค่าย Maverick และได้ออกผลงานชิ้นแรกในระดับประเทศชื่อ Page Avenue ในปี 2003 โดยมีซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง Until the Day I Die ที่เริ่มต้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะกระชากอย่างเมามันให้แฟนได้สะใจ ในแนวเดียวกับวงบอดี้แสลมยุคเก่าล่ะครับ ตามมาด้วยซิงเกิ้ลที่สองอย่าง Anthem of our Dying Day ที่มาในแนวเดียวกับเพลงแรก พวกเขาเน้นอัดความหนักหน่วงเข้าไปในช่วงที่ต้องอัดอย่างเต็มสูบจริงๆครับ ส่วนอีกเพลงที่หลายคนน่าจะรู้จักคือ And The Hero Will Drown ที่อัดหนั่งหน่วงเต็มสูบตั้งแต่ต้นเพลงในแบบฮาร์ดคอร์แท้ๆ ก็ได้ไปอยู่ในเกม Need For Speed: Underground ที่ฮิตถล่มทลายนั่นล่ะครับ ทำให้ชื่อพวกเขาเป็นที่รู้จักในตลาดวงกว้างขึ้น และตัวอัลบั้มเองก็ไม่ทำให้แฟนของแนวเพลงโพสต์ฮาร์ดคอร์ผิดหวังครับ เพราะมันเต็มไปด้วยกำลังที่อัดแน่นไปทั้งอัลบั้มจริงๆครับ

หลังจากเสร็จการทัวร์อย่างหนัก พวกเขาก็กลับเข้าห้องอัดอีกครั้งเพื่อทำงานเพลงชุดใหม่กับโปรดิวเซอร์ใหม่ Steve Evetts จนออกมาเป็นงานใหม่คือ In The Wake of Determination ในปี 2005 ที่เป็นงานที่หนักขึ้นกว่าเก่า ซึ่งพวกเขายกเครดิตให้กับสตีฟที่สามารถดึงเอาความดิบของพวกเขาออกมา แต่ละเพลงจะเต็มไปด้วยลูกกระชากกับริฟฟ์ที่หนักหน่วง กับจังหวะกลองที่แน่นขึ้นกว่าเดิม เริ่มตั้งแต่ซิงเกิ้ลเปิดตัว We Don't Care Anymore ที่ชวนให้แฟนเพลงแหกปากร้องตามได้เป็นอย่างดีจริงๆ หรืออย่างท่อนริฟฟ์ที่แสนหนักหน่วงในเพลง Our Time Is Now ตั้งแต่ต้นเพลง นอกจากนี้ เนื้อเพลงยังครอบคลุมไปถึงเรื่องรักร่วมเพศที่พวกเขาแต่งขึ้นเพื่อน้องชายของไรอันเพื่อให้กำลังใจเขา แม้จะเป็นงานที่หนกขึ้น แต่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถทำยอดขายเอาชนะงานชุดแรกได้

และเป็นช่วงหลังจากที่ออกอัลบั้มที่สองนั่นเอง ที่ผมได้มีโอกาสไปดูพวกเขาเล่นสด เมื่อพวกเขามาทัวร์ญี่ปุ่นในคอนเสิร์ต Taste of Chaos กับวง Rise Against, Killswitch Engaged, The Used และ Funeral for a Friend วงโปรดของผม ซึ่งจริงๆแล้ว ผมเน้นไปดู FFAF และกะจะอยู่ห่างๆตอนวงอื่นเล่น แต่พอ SOTY ขึ้นเล่นเป็นวงต่างชาติวงแรกหลังจากวงญี่ปุ่นสองวง ทีแรก ผมก็ดูท่าทีอยู่ แต่พอเจอความไฮเปอร์เต็มสูบของพวกเขา ก็เล่นเอาต้องรีบเบียดเข้าไปอัดกันที่หน้าเวทีเลยทีเดียว เพราะพวกเขาเล่นสดได้มันมากครับ ไม่มียั้ง กระโดดไปมาตลอดจน มีกระทั่งกระโดดตีลังกาจากลำโพง เหมือนโชว์กายกรรม ขนาดตอนเปลี่ยนเครื่องดนตรี ยังไม่ถือไปมาดีๆ แต่เล่นโยนข้ามเวทีไปเลยทีเดียว จากที่จะเก็บแรง กลายเป็นผมหมดแรกไปตั้งแต่แรกเลย เรียกได้ว่า พวดเขาเล่นได้ดีจนจับคนดูได้อยู่หมัดเลยทีเดียวครับ

ในปี 2008 พวกเขากลับมาให้แฟนๆได้มันส์อีกครั้ง พวกเขาย้ายมาอยู่ค่ายอินดี้ Epitaph และดึงตัว John Feldmann โปรดิวเซอร์งานชุดแรกกลับมา และผลของการกลับมาร่วมงานครั้งนี้คืออัลบั้ม The Black Swan ที่เป็นเหมือนการผสมผสานข้อดีของงานทั้งสองชุดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พวกเขายังเก็บความหนักหน่วงไว้ แต่ก็กลับไปเน้นความเร็วเหมือนในงานชุดแรกด้วย ตัวอย่างที่ดีคือ Wake Up ที่โชว์ความเก๋าเกมของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ท้งความหนักแน่น กีตาร์ที่ไหลลื่น และท่อนฮุคที่ชวนให้แฟนเพลงแหกปากตาม นอกจากนี้ยังมีเพลงเด่นอย่าง We're Not Gonna Make It และ Message To The World ที่ติดหูพอๆกันครับ

d11660312364d8a0b3043ab65b3f85cc

และด้วยความขยัน ปี 2010 พวกเขาก็กลับมากับงานชุดที่ 4 ชื่อ The Constant ซึ่งก็ยังคงความมันสะใจไม่ต่างจากเดิม ตัวอย่างที่ดีคือเพลงอย่าง To The Burial หรือเพลงที่เน้นการเรียบเรียงอย่าง I’m Alive ก็เจ๋งไม่เบา

และในที่สุด โอกาสที่เราจะได้ดูพวกเขาเล่นแบบสดๆก็มาถึงแล้วครับ เพราะพวกเขาจะมาเล่นคอนเสิร์ตที่บ้านเราในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ที่ Centerpoint Studio ถ้าใครสนใจ ก็ลองหาข้อมูลดูจาก www.totalreservation.com ได้เลยครับ

No comments: