Monday, May 30, 2011

The Drums: มามันที่บางกอก

Technorati Tags: ,

หลังจากรอมาได้ซักระยะ 24 พฤษภาคม วันที่ The Drums จะได้เล่นสดที่เมืองไทยก็มาถึงครับ ทั้งนี้ต้องขอบคุณ Federbrau เบียร์จากเยอรมันที่ใจป้ำ นำพวกเขามาแสดงโดยมี Lullaby เป็นผู้ประสานงานอีกแรงครับ

วันงาน เนื่องจากงานเริ่มสองทุ่มครึ่ง และรถติดบวกฝนตก ผมเลยเร่งออกตัวหน่อย จนไปถึงงานได้เร็วกว่าที่คิด โดยสถานที่คือ Muse ที่ทองหล่อซอย 10 คลับไฮโซดูดีครับ เสียตรงต้องฝากรถแบบ Valet นี่ล่ะครับที่ผมไม่ค่อยชอบนัก แต่ภายในก็ถือว่าสวยดีครับ ออกแบบได้สวยจริงๆ

ระหว่างที่รอ ก็ซดเบียร์บ้างตามระเบียบ รอมาได้ซักระยะ พิธีกรก็บอกว่า รออีก 45 นาทีนะคะ แต่ระหว่างนั้น ก็มีดีเจจาก Club Soma มาเปิดเพลงอินดี้ดิสโก้ให้เราได้เพลินครับ ลิสต์เพลงก็อย่าง Friendly Fires, Passion Pit และ The Naked and the Famous ฟังไปเพลินไปครับ ระหว่างรอ ผมตะหงิดๆอยู่หน่อยตรงที่ กลองกระเดื่องของวง ไม่ได้ติดชื่อวงไว้เหมือนกับที่วงทั่วไปชอบทำกัน

แต่พอเสียงดนตรีถูกเฟดลง คนก็กรี้ดทันทีครับ เพราะรู้เลยว่า พวกเขากำลังจะออกมา และพวกเขาก็ทะยอยเดินออกมาจริงๆครับ ผมปักหลักอยู่หน้าเวที โดยที่เวทีเตี้ยมาก และไม่มีอะไรกั้น เรียกได้ว่า ใกล้ระดับได้กลิ่นตัวพวกเขาเลยล่ะครับ (เปรียบเทียบนะ ไม่ได้ดมจริงๆ)

P1000213_resize

พวกเขาแต่งตัวกันตามสบาย จุดเด่นของวงก็คงต้องเป็นแกนนำอย่างโจนาธาน ที่ออกมาในชุดกางเกงขาเต่อสีดำฟิต ร้องคอนเวิร์สหุ้มข้อสีแดง เสื้อกล้ามบวกเสื้อแจ๊คเก็ตยีนส์สีซีด เหมือนกับหลุดมาจากปลายยุค 80 ยังไงอย่างงั้นครับ เพลงแรกที่พวกเขาเลือกเล่นคือ What You Were เพลงที่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้ม เลยเป็นการเปิดตัวที่ออกจะหงอยๆนิดนึง ก่อนจะต่อด้วยเพลง Me and the Moon ที่จังหวะกระชั้น เร็วขึ้นและยิ่งช่วงที่ร้อง Forever ซ้ำไปมานี่ เรียกเสียงร้องตามจากคนดูได้มากจริงๆครับ

แต่เป็นเพลงที่ 3 ที่เรียกเสียเฮจากคนดูได้เต็มสูบ เมื่อเขาแนะนำว่า เป็นเพลงที่เกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเขาที่เสียไป มันจะเป็นเพลงอะไรได้อีก นอกจากเพลง Best Friend เพลงดังของพวกเขาล่ะครับ ส่วนหนึ่งที่เพลงนี้ดัง คงมาจากท่าเต้นกวนๆของโจนาธานใน MV นั่นเอง และเขาก็ไม่ทำให้แฟนผิดหวังครับ เต้นแบบกวนสุดๆตลอดเพลงเลยครับ น่าแปลกที่มันเป็นเพลงไว้อาลัยเพื่อน แต่กลับเป็นเพลงที่สนุกเอามากๆ และคนก็แหกปากร้องตามกันอย่างเต็มที่เลยครับ

P1000209_resize

เพลงที่ 4 คือเพลงโปรดของผมจาก EP Summertime! นั่นคือ I Felt Stupid ที่นอกจากจังหวะโจ๊ะๆได้ใจแล้ว ท่อนฮุคที่รอ้งแค่ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮ้า นี่มันทั้งติดหู และชวนให้ร้องตามเสียจริงครับ ผู้ชมก็เฮกันทั้งงานครับ แล้วพวกเขาก็ตามต่อด้วย Book of Stories เพลงที่ผมรู้สึกถึงกลิ่นของ Roy Orbison อยู่ และมันก็เยี่ยมจริงๆครับ ท่อนคอรัสที่ติดหูสุดๆก็เรียกเสียงจากแฟนเพลงได้ไม่น้อยครับ ที่สำคัญนอกจากเพลงของพวกเขาจะติดหูมากแล้ว แฟนเพลงที่มาในงานยังเป็นชาวต่างชาติเพียบครับ เรียกได้ว่า พวกเขาไม่กั๊กความสนุกเลยครับ มีทีเท่าไหร่ ใส่เท่านั้น ร้องเพลงตามตลอดครับ ส่วนโจนาธานก็เต้นไปมาอย่างเมามันทั่วเวที ดูไปมาก็เหมือนครูสอนเต้นแอโรบิคส์ที่อาการลมบ้าหมูกำเริบจริงๆ พี่แกเล่นพล่านไปทั่วเวที จนสาวๆแถวหน้าลูบขย้ำตูดแกซะเพลินครับ

จากนั้นพวกเขาก็ต่อด้วยเพลงที่ช้าลงอีกหน่อยอย่าง We Tried ที่ติดหูไม่แพ้กันครับ ก่อนจะหันไปที่เพลงช้าๆ เหงาๆ อย่าง It Will All End In Tears เพลงโปรดอีกเพลงหนึ่งที่เหมือนกัน Joy Division จากนั้นพวกเขาก็เล่นเพลงใหม่ Money ให้พวกเราได้ลองฟังดู

จากนั้นก็เป็นเพลงหนุงๆหนิงๆ น่ารักอย่าง I Need Fun In My Life ให้เราได้โยกตาม แล้วก็ตามด้วยเพลงสนุกๆอย่าง Let’s Go Surfing ที่เล่นเอาคนดูมันกันทั่วฟลอร์ครับ พวกเขาต่อด้วยเพลง Submarine เพลงจาก EP Summertime! เช่นกัน แล้วปิดท้ายด้วยเพลง Forever And Ever Amen เพลงดังของพวกเขาอย่างงดงามครับ ก่อนจะลงจากเวทีไป

IMG_0183_resize

หลังจากปล่อยให้เรารอซักระยะ พวกเขาก็กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งด้วยเพลง Skippin' Town ที่แสนติดหูเสียเหลือเกิน และหันไปเล่นเพลงช้า Down By The Water ที่ช่วงกลางเพลงโจนาธานออกอาการอินอย่างหนักถึงขนาดแทบจะเหวี่ยงไมค์ไปมา เล่นเอาขาไมค์พังจนตอนจบเพลงยังดูเหมือนจะมีน้ำตาคลอด้วยซ้ำครับ ส่วนเพลงที่พวกเขาเลือกมาปิดการแสดงคือ The Future เพลงที่ปิดอัลบั้มของพวกเขา ซึ่งดูเหมือนอารมณ์ติสต์ของโจนาธานจะขึ้นพีคเต็มที่ จบเพลงเขาเหวี่ยงไมค์ทิ้ง จนไมค์พังต่อตาผมเลยครับ เรียกได้ว่าเป็นโชว์ที่อัดเต็มๆจริงๆ ประทับใจไม่ลืมครับ

หลังจากนั้นก็มีการเล่นเกมก่อนจะเป็นโชว์ของคุณจีน กษิดิษ แต่ผมต้องขอตัวกลับก่อน เพราะว่า ยังมีงานค้างอยู่เยอะ และดึกแล้ว เลยต้องขอบายครับ เสียดายเหมือนกัน แต่ก็สนุกได้อย่างเต็มที่จริงๆครับ

Monday, May 23, 2011

The Strokes สานต่อความ Cool

Technorati Tags: ,

หลังจากที่ผมเขียนถึง the Strokes ว่าพวกเขาพลิกฟ้า เปลี่ยนแผ่นดิน ด้วยอัลบั้มเดียวได้อย่างไรไปแล้ว อย่างที่บอกไปว่า ผลหลังจากนั้นคือ วงอินดี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งและจุดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงการไปพร้อมๆกับการพัฒนาของเทคโนโลยี

The Strokes Strokes

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างมาก พวกเขาก็เริ่มทำงานต่อทันที โดยเริ่มทำอัลบั้มที่สอง โดยมีไนเจล ก๊อดริช มาโปรดิวซ์ให้ ก่อนที่จะขยำมันทิ้งทั้งหมด และกลับไปหารักเก่าอย่าง Gordon Raphael ที่โปรดิวซ์อัลบั้มก่อนให้ ระหว่างทำงานเพลง พวกเขาก็ได้เอาเพลงใหม่บางส่วนมาเล่นในเทศกาล SummerSonic ที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2003 (ปีที่ผมพลาดไปอย่างน่าเสียดาย เพราะมีแต่วงดีๆ) และผู้คนต่างก็เฝ้ารอเพลงใหม่จากพวกเขา ว่าจะล้ำไปอีกแค่ไหน

พวกเขาเปิดตัวการกลับมาด้วยซิงเกิ้ลชื่อ 12:51 ที่เป็นการกลับมาอย่างงามของพวกเขา ซาวด์ของพวกเขาพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยสิ่งที่ใหม่มากๆคือ เสียงกีตาร์ของนิคที่ทำออกมาได้เหมือนคีย์บอร์ด มันคือเพลงกีตาร์ป๊อปที่ติดหูเอามากๆ บวกกับMVสุดล้ำที่เลียนแบบ Tron (ต้นฉบับ)

และเมื่ออัลบั้มที่สอง Room On Fire ออกมา มันก็ได้รับคำชมเป็นอย่างมาก เพราะมันยอดเยี่ยมสมกับที่ผู้คนคาดหวังไว้ มันยังคงอัดแน่นไปด้วยเพลงเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็น The End has no End ที่รร๊อคสะใจ Meet Me In The Bathroom เพลงชวนหวิว You Talk Way Too Much เพลงที่เริ่มต้นแบบสบายๆแต่ท่อนฮุคติดหูเหลือเกิน และอีกเพลงที่ถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลเพราะความโดดเด่นของมันอย่าง Reptilia ที่เพลินไปกับเสียงกีตาร์จริงๆ

The-Strokes1

พวกเขายังคงขยันต่อไป หลังจากเสร็จทัวร์กับอัลบั้มก่อน พวกเขาก็กลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง โดยครั้งนี้ มีสิ่งที่น่าตกใจสำหรับแฟนๆคือ เพลงเปิดตัวอย่าง Juicebox กลายเป็นเพลงร๊อคที่หนักหน่วงแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เล่นเอาช๊อคแฟนๆเพลงดั้งเดิมไปเยอะเหมือนกัน ส่วนตัวอัลบั้ม First Impression of Earth ซึ่งออกมาในปลายปี 2005 ก็เหมือนการเดินทางครั้งใหม่ของพวกเขาที่เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อย เพราะว่าโทนเพลงออกจากหนักไปกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนโปรดิวเซอร์มาเป็น David Kahne ก็ได้ นอกจาก Juicebox แล้ว มันยังมีเพลงเด่นอย่าง On the Other Side ที่จูเลี่ยนครวญเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม You Only Live Once เพลงเปิดตัวที่โจ๊ะๆหน่อย Fear of Sleep ที่ออกไปในทางการาจดิบๆ และเพลงหนักๆที่อบอวลไปด้วยเสียงกีตาร์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Heart In Cage

อาจจะเป็นเพราะการแหวกแนวเพลงจากเดิมไป ทำให้ยอดขายไม่ดีเหมือนเดิม และไม่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์นัก อาจจะเป็นเพราะความเครียดที่สะสมมาตลอด บวกกับความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่เรียกว่าเปราะบางเหลือเกิน ดังนั้น ในปี 2007 พวกเขาก็ตัดสินใจพักวงชั่วคราว และสมาขิกของวงก็แยกย้ายไปทำงานเดี่ยว หรือร่วมงานกับวงของตัวเอง มีเพียงนิคคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ทำงานเดี่ยวเลย

หลังจากแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง พวกเขาก็กลับมารวมตัวเริ่มทำงานกันอีกครั้ง ก่อนที่จะขยำงานทิ้งไป เพราะไม่ชอบผลงานที่ออกมาจากโปรดิวเซอร์คนเดิม พวกเขาเลยเลิกไปทำงานเพลงเองในบ้านของอัลเบิร์ต และผลที่ออกมาคืออัลบั้มใหม่ที่ชื่อ Angles ที่พึ่งออกมาสดๆร้อนๆstrokes-the-snl-011

ซิงเกิ้ลแรกที่พวกเขาปล่อยออกมาให้พวกเราได้ลิ้มลองหลังจากรอคอยมานานคือ Under Cover of Darkness ที่แม้จะเป็นซาวด์แบบ the Strokes แต่มันก็เป็นซาวด์ที่พัฒนาขึ้นจากรากเดิมของมัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงกีตาร์ที่หนุงหนิงไล่ไปกับเพลง กับอีกเสียงที่ไล่เลียงคู่กันมาตลอด บวกกับเสียงร้องแบบเบื่อโลกของจูเลี่ยน เบสที่ไหลไปตลอด กลองแบบกร้านๆ กลายเป็นซิงเกิ้ลของพวกเขาที่ทำให้เราหลงรักได้ในทันทีครับ นอกจากนี้ เพลงแถม You’re So Right ยังเป็นเพลงร๊อคหนักๆที่คล้ายกับ Juicebox ไม่น้อย และทั้งสองเพลงได้ไปอยู่ในอัลบั้มใหม่ด้วยครับ

และเมื่อได้ฟังทั้งอัลบั้ม คิดว่าอิทธิพลจากเพลงยุค 80 โผล่มาในอัลบั้มไม่น้อยเลยทีเดียวครับ น่าจะส่งผลมาจากงานเดี่ยวของจูเลี่ยนไม่น้อยครับ สังเกตได้ตั้งแต่เพลงแรก Machu Picchu ที่มีโคตรสร้างแบบหลุดมาจากยุค 80 จริงๆครับ คล้ายกับ Games ที่เหมือนกับพวกเขาฟัง A-Ha ทั้งวัน ส่วน Gratisfaction มีกลิ่นของบรรยากาศแบบแฮปปี้ปนอยู่ไม่ร้อยครับ เพลงที่จังหวะโครมครามอย่าง Metabolism ก็แหวกไปจากเพลงเก่าไม่น้อยทีเดียว Taken For A Fool ก็เป็นอีกเพลงที่หนักไม่น้อยทีเดียว ส่วน Call Me Back ก็เป็นเพลงช้าๆเนือบๆไป Two Kinds Of Happiness คืออีกเพลงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยุค 80 มาตั้งแต่ต้นเพลง ผมชอบไม่น้อยครับ ส่วน Life Is Simple In The Moonlight คืองานชิ้นเดียวของโปรดิวเซอร์เดิมที่เหลือรอดมา และมันก็เป็นเพลงปิดอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมไม่เบาครับ

หลังจากเงียบไปนาน The Strokes ก็กลับมาได้อย่างยอดเยี่ยม และแสดงให้วงรุ่นน้องได้เห็นว่า พวกเขายังคงมีกึ๋นพอที่จะนำหน้าไปอีกหลายช่วงตัวครับ

Wednesday, May 18, 2011

โหวตโน เพื่อชาติ?

เราจะแก้ปัญหา และพัฒนาการเมืองไทยได้อย่างไร

พรรคสีฟ้า ซื้อเสียง เนรคุณ ขายชาติ ทำงานไม่เป็น พายเรือให้โจร

พรรคสีแดง ซื้อเสียง คอรัปชั่นอย่างมโหฬาร เผาบ้านเผาเมืองทำลายระบอบการเมือง ขายชาติ ล้มล้างสถาบัน

พรรคสีน้ำเงิน ซื้อเสียง คอรัปชั่นมโหฬาร กลิ้งกลอก ไม่มีจุดยืน ขายชาติ

สรุปแล้ว ไม่มีพรรคใดที่ดีพอที่จะเลือกให้เข้ามาบริหารประเทศได้

ถ้าเราลงคะแนนเสียง ให้พรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะใช้เป็นข้ออ้างว่า ประชาชนเลือกมา

ดังนั้น เราจงพร้อมใจกัน ไปลงคะแนนเสียง แต่กาในช่อง ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเสียง ถ้าคนที่กาไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ไม่สามารถอ้างได้ว่า ประชาชนมอบความไว้วางใจให้บริหารประเทศ ดังนั้น แม้ว่าได้เป็นรัฐบาล หากทำงานไม่ดี เรามีสิทธิ์ขับไล่ เพราะคุณเข้ามา เพราะเหลือเดนต่างหาก ใครจะเป็นรัฐบาลต้องปรับปรุงตัวให้ดี

ดังนั้น การจะแก้ปัญหาและพัฒนาการเมืองไทย ต้องโดยการไปเลือกตั้ง แต่กาในช่อง ไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียงให้ใคร การเมืองไทยจึงจะพัฒนาไปได้

ถ้าเห็นด้วย ช่วยกันส่งจดหมาย อีเมล์ โทรศัพท์ บอกต่อ กระจายความคิดนี้ ไปให้ญาติ คนรู้จัก เพื่อนหรือทุกทางที่จะทำได้ เพื่อให้ประเทศไทย ไม่ต้องจมอยู่ในปลักแห่งความชั่วร้าย ที่เกาะกินประเทศไทยมาแสนนาน เสียที

ข้อความข้างบน คือเมลที่ผมได้รับมา โดยไม่ทราบว่า คนส่งทราบเมลผมได้อย่างไร แต่ที่ผมสงสัยกว่าคือ มันมีคนที่คิดแบบนี้ แล้วยังกล้าเรียกตัวเองว่า “คนรักประขาธิปไตย” ตามชื่อของเจ้าของเมลอีกหรือ

 

สิ่งที่ผมต้องการบอกคือ ตรรกะที่เห็นนี้มันคือตรรกะวิบัติเข้าขั้นร้ายแรง และไม่ต้องสงสัยว่า ใครคือเจ้าของตรรกะนี้ที่ชูธง Vote No นี้มาตลอด พวกเขาคือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่เราคุ้นกันในนาม เสื้อเหลือง นั่นเอง

 

ที่ผมเรียกว่าตรรกะวิบัติ เพราะว่า มันคือการตู่เอาคะแนนแบบหน้าด้านๆ ในตอนแรกที่พวกเขาตั้งพรรค การเมืองใหม่ ขึ้นมา ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขายอมเข้ามาสู่ระบบตามครรลองของคนที่พัฒนาแล้ว เข้ามาสู่วงการการเมือง โดยที่จะได้เห็นชัดเจนเลยว่า ประชาขนสนับสนุนพวกเขาแค่ไหน ไม่ใช่เอาจำนวนคนที่ไปประท้วงตามจุดต่างๆมาเป็นยอดคนสนับสนุน การนับคะแนนเสียงจะทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า คนจำนวนเท่าไหร่ที่สนับสนุนพวกเขา ซึ่งผลก็ชัดเจนในการเลือกตั้งสมาชิสภากรุงเทพและสมาชิกสภาเขตที่ผ่านมา ที่พวกเขาไม่ได้แม้แต่เก้าอี้เดียว แต่ยังประกาศว่าเป็นชัยชนะ ได้รับคะแนนเสียงถึงแสนกว่า แต่ความวิบัติมันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมติของผู้นำพันธมิตรสรุปว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหลังยุบสภา สกปรก ไม่เห็นด้วย ต้องพักระบบปัจจุบันเพื่อล้างระบบซัก 5 ปี และค่อยกลับคืนเหมือนเดิมอีกที และเกิดการแตกเสียงกันเอง ระหว่างกลไกส่วนที่เป็นพรรคการเมือง กับส่วนที่เป็นผู้ชุมนุมประท้วง สุดท้ายแล้ว ก็สรุปลงว่า จะไม่ลงเลลือกตั้ง และรณรงค์ โหวตโน แทน

 

และนั่นคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นตรรกวิบัติจริงๆ แต่เดิม ผมอาจจะเบื่อนักการเมือง มองไป มันไม่เห็นมีคนไหนน่าเลือกเลย ผมก็คงจะเบื่อ เซ็ง และเมื่อเดินเข้าคูหา กาไม่ออกเสียง หรือ โหวตโน นั่นเอง แต่ทีนี้ พอพวกคนเหล่านี้ออกมาบอกว่า เบื่อนักการเมือง มาโหวตโนกันเถอะ เพื่อเอาคืนนักการเมือง ทีนี้ เสียงที่ผมโหวตโนไป ก็จะกลายเป็นเสียงของคนเหล่านี้ และเป็นข้ออ้างให้คนเหล่านี้ออกมาก่อปัญหาอีก นี่คือการตู่เอาคะแนนกันหน้าด้านๆ จากตัวเลือกสุดท้ายของผม กลับกลายเป็นว่าถูกพวกตรรกะวิบัตินี้ยึดไปเป็นคะแนนเสียงเสียฉิบ แม้ผมไม่ได้คิดว่านักการเมืองดีที่สุด แต่ผมเบื่อกับสิ่งนอกระบบเหล่านี้ยิ่งกว่าหลายเท่า ไม่ต่างอะไรกับอีแอบบที่มายึดเอาเสียงของคนอื่น ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับตัวเองไปเสียอย่างนั้น แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน บางที การออกมาประกาศอย่างนี้ อาจจะทำให้คนที่เบื่อพวกนี้ กลายเป็นต้องเลือกนักการเมืองที่ตนเองเกลียดน้อยที่สุดไปเสียด้วยซ้ำ หรือไม่ก็ คนที่ไม่อยากเลือกหอกหักอะไรเลย คงเหลือทางเลือกแค่ ไปยืนฉีกบัตรหน้าคูหา ซึ่งถ้าไม่ได้เป็นอ.มหาวิทยาลัยดัง หรือคนที่เป็นที่รู้จักพอ เป็นตาสีตาสา ก็คงโดนจับไป อีกทางเลือกคือ ช่างหัวมัน นอนอยู่บ้านซะ (ไม่นับการลาออกจากความเป็นคนไทย ไปหาสัญชาติอื่นตามสะดวก)

 

แต่แว่วๆมาว่า พวกคนหน้าด้านเหล่านี้ นอกจากตู่เอาเสียงของคนกลุ่มที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้แล้ว พวกเขายังจะมาใช้ตรรกวิบัติที่เหนือล้ำไปกว่าอีก ด้วยการบอกว่า โนโหวต เท่ากับ โหวตโน เอ่อ ไม่รู้ว่ามันจะหน้าด้านกันไปถึงไหน แต่ตู่เอากลุ่มก่อนหน้านี้มา ก็ว่าบัดซบแล้ว ยังจะมีหน้ามาตู่เอาคะแนนเสียงจากคนที่ไม่ได้ไปเลือกตั้งอีกต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่า ดูจากประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมาของบ้านเรา ยังมีส่วนของคนที่ไม่ออกไปเลือกตั้งอีกมาก ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้อีก คะแนนที่หายไปพวกนี้ ก็จะกลายเป็นคะแนนสนับสนุนพวกนักฉวยโอกาสเหล่านี้ไป กลายเป็นว่า ถ้าคุณป่วย คุณมีธุระ คุณมีเหตุอันใดที่จะทำให้ไปออกคะแนนเสียงไม่ได้ กลายเป็นว่า พวกคุณกำลังสนับสนุนตรรกวิบัติ ที่มาตู่เอาคะแนนเสียงของคุณไปหน้าด้านๆ แบบที่คุณไม่มีสิทธิ์ทำอะไร นอกจาก พยายามออกไปเลือกใครสักคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้น พวกนักฉวยโอกาสเหล่านี้ จะนำเอาคะแนนเสียงของคุณไปสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง ล่าสุด ก็มีการเคลื่อนไหว กาสองเบอร์ แทน โหวตโน เพื่อที่จะเลี่ยงคนพวกนี้ หวังว่า พวกฉวยโอกาสจะไม่มาอ้างเอาคะแนนแบบหน้าด้านๆไปอีก

 

บางท่านก็คงจะบอกว่า ก็เบื่อนักการเมือง นักการเมืองเลวหมด แล้วจะไปเลือกทำไม ผมอยากถามกลับว่า คุณมีคะแนน คุณมีอำนาจในมือ ทำไมไม่ใช้มันล่ะ มันส่งผลวันนี้ สักวัน มันก็ต้องส่งผล ระบอบประชาธิปไตย มันต้องค่อยๆพัฒนาไป จะมีล้มบ้าง สะดุดบ้าง แต่ก็พัฒนาขึ้นไป คุณแน่ใจได้ไงว่า เหล่าคนดี ที่พวก พธม. อ้างกันนักหนา เขาจะดีจริง คุณจะเอาอะไรมาเป็น พารามิเตอร์วัดความดีได้ แล้วคุณแน่ใจเหรอว่า คนที่ดี จะดีต่อคุณด้วย อย่าลืมว่า กลุ่มคนที่เรียกร้องหาคนดีเหล่านี้ กำลังสับเกลอเก่าที่เคยร่วมรบร่วมยึดสนามบินกันมาเสียด้วยซ้ำ สับอย่างไม่ยั้ง พูดง่ายๆคือ ใครเห็นต่างกู เลวหมด สหายเก่า ก็ยังถูกถากถาง เอามาประจาณ หยามเหยียด แน่ใจแล้วเหรอว่า นี่คือคนที่คุณคิดว่าดี ไร้กิเลส มีวุฒิภาวะ และอยากให้มาปกครอง มันไม่ต่างอะไรกับระบอบฟาซซิสม์หรอกครับ คือ ท่านผู้นำถูกคนเดียว คิดต่าง ยิงทิ้ง

 

แม้คุณจะเบื่อนักการเมือง มองว่ามันเลวกันนักหนา แต่อย่าลืมว่า นักการเมืองทั้งหลาย มันก็คนไทย มีพ่อมีแม่ หลุดจากมดลูกคนไทยเหมือนกัน มันไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษ หลุดมาจากไหนกัน คนไทยเหมือนกัน แทนที่จะหันหลังให้ คุณควรใช้อำนาจในมือของคุณ กำหนดทิศทางของประเทศ ต่อให้คุณแพ้ คุณก็ยังมีโอกาสลุกขึ้นมาสู่ใหม่ กลับไปเลือกตั้งกันอีก ไม่ใช่ระบบที่คุณเลือกไม่ได้ หรือถ้าคุณคิดต่าง มีคุกหรือกระสุนที่รอคุณอยู่ ระบอบประชาธิปไตย คือระบอบที่เลวน้อยที่สุด เป็นระบบที่คุณมีโอกาสมีส่วนร่วมมากที่สุด คุณควรจะใช้อำนาจในมือของคุณ ทำให้สิ่งที่ควรทำ อย่าปล่อยให้เสียงของคุณไปสร้างความชอบธรรมให้กับนักฉวยโอกาสเหล่านี้

Monday, May 16, 2011

The Strokes พลิกวงการด้วยความ Cool

Technorati Tags: ,

งานเขียนครั้งนี้ เป็นงานที่ผมเล็งจะเขียนหลายทีแล้ว แต่ยังหาจจังหวะเหมาะๆไม่ได้ซะที แต่อาศัยจังหวะที่พวกเขาออกอัลบั้มใหม่นี่แหละครับ ได้เขียนถึงเสียที นอกจากพวกเขาจะเป็นวงที่ผมชอบมาๆแล้ว ยังเป็นวงที่เรียกได้ว่าเข้ามาปฏิวัติวงการเพลงแบบพลิกฟ้าผ่าแผ่นดินเลยทีเดียว

ในช่วงปลายยุค 90 ที่กระแสกรันจ์เริ่มเสื่อมความนิยมในอเมริกา บริตป๊อปก็เช้าสู่ระยะสุดท้าย วงการดนตรีเข้าสู่ยุค 2000 โดยเต็มไปด้วยกระแสเพลงนิวเมทัลที่เบ่งบานไปทั่วโลก แม้ว่ามันจะฮิต แต่หลายคนก็คิดว่ามันขาดคุณภาพ และบรรยากาศไม่ต่างจากยุควงแฮร์เมทัลเบ่งบาน ที่เหมือนทุกคนจะลืมสิ่งสำคัญของดนตรีไป จนเมื่อวงๆหนึ่ง นำอัลบั้มที่ชื่อ Is This It? ออกมาให้วงการเพลงได้รู้จัก โลกนี้ก็เปลี่ยนไปแบบไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว พวกเขาคือห้าหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า The Strokes ผู้นำเอาความสนุกและความคูลกลับมาสู่วงการเพลงอีกที

The-Strokes

The Strokes กำเนิดขึ้นโดยการรวมตัวกันของสามหนุ่ม Julian Casablancas (จูเลี่ยน ร้องนำ) Nick Valensi (นิค กีตาร์) และ Fab Moretti (แฟ๊บ กลอง) เริ่มเล่นดนตรีด้วยกันสมัยเป็นนักเรียน ก่อนที่จูเลี่ยนจะไปเจอ Nikolai Fraiture (นิโคไล เบส) ต่อมา และไปรู้จักกับ Albert Hammond Jr. (อัลเบิร์ต กีตาร์) ลูกชายของนักดนตรีดัง สมัยเขาไปเรียนที่สวิสอีกที และเมื่อทุกคนมารวมกันครบที่นิวยอร์ก พวกเขาก็เริ่มตั้งวงโดยเมื่อเริ่มเล่น พวกเขาก็ไปเข้าตาของ Ryan Gentles ที่ทำงานที่บาร์ จนเขาลาออกจากงานเพื่อมาเป็นผู้จัดการวงและกลายเป็นคนสำคัญแทบจะเป็นสมาชิกคนที่หกของวงเลยทีเดียว

ต้นปี 2001 พวกเขาเริ่มออก EP ชื่อ the Modern Age ที่ไปเข้าตานักวิจารณ์เพลง เพราะว่ามันแตกต่างไปจากเพลงที่เป็นที่นิยมในช่วงนั้น เนื่องจากพวกเขาหยิบเอาแนวเพลงการาจร๊อคที่เคยเป็นที่นิยมในอดีตมาทำใหม่ให้สนุก ฟังง่าย และคนฟังเพลงสามารถสนุกไปกับมัน ไม่ต้องโยกจนปวดหัว และแน่นอนว่า Last Nite กลายเป็นเพลงเด่นที่เปิดตัวพวกเขาไปอย่างงดงามในวงการเพลงจากความสนุกของกีตาร์ที่เล่นขัดๆ กลองตีแบบโจ๊ะๆ เบสที่เดินไปเรื่อยๆ และเสียงร้องที่เหมือนกับคนบ่น แม้จะเป็นการปรับปรุงแนวเพลงจากอดีต แต่พวกเขาก็ทำออกมาได้แบบที่โดดเด่นมาก และภาพลักษณ์ของวงของห้าหนุ่มวัยรุ่น หน้าตาดี มาดสำรวย แต่งตัวเท่ ก็เป็นความฮิพแบบที่คนถวิลหามานาน หลังจากที่ภาพลักษณ์แบบนิวเมทัลกับเสื้อผ้าหลวมโพรกครองวงการแฟชั่นมานาน เป็นเหมือนกับการเอาคืนของหนุ่มเมืองกรุง

การปรากฎตัวของพวกเขาพร้อมผลงานเปิดตัวที่ยอดเยี่ยม ทำให้เกิดสงครามแย่งตัวพวกเขาระหว่างค่ายเพลง และค่ายที่ได้ตัวห่านที่ออกไข่ทองคำไปก็คือ RCA และด้วยความที่พวกเขาได้รับความสนใจจากในอังกฤษอาจจะมากกว่าทีบ้านเกิดของพวกเขาด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขาออกอัลบั้ม Is This It ในอังกฤษก่อนอเมริกา และปกก็เป็นแบบดั้งเดิมคือเป็นรูปวาบหวามของก้นสาวกับถุงมือหนัง แต่ฉบับอเมริกากลับเป็นรูปอะตอมระเบิดไปเสีย medium_is_this_it

และ Is This It? คืออัลบั้มที่พลิกโฉมวงการเพลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือแบบถาวร อย่างที่บอกคือ พวกเขานำเอาความเท่ ความฮิพ กลับมาสู่วงการเพลง และทำให้เพลงการาจกลับมาโด่งดังแบบพลุแตก ทั้งนี้ ต้องชื่นชมความสมบูรณ์แบบของมันด้วย เพราะว่า มันคือหนึ่งในอัลบั้มเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลเลยทีเดียว

ทั้งอัลบั้มมันเปี่ยมไปด้วยความสดใหม่ ความสนุก และความเท่แบบไม่ยั้ง ตั้งแต่เพลงเปิด Is This It? เนิบๆไปกับเสียงครวญเพลงของจูเลี่ยน ก่อนจะไปเริ่มโจ๊ะกันอย่างสนุกสนานกับ The Modern Age และค่อยไปเร่งเร้าอย่างเมามันใน Soma และ Barely Legal เพลงที่ออกจะหนักร๊อคหน่อยก็อย่าง NYC Cops (ที่ถูกถอดออกจากฉบับอเมริกันเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำรวจที่ตายในเหตุการณ์ 911) และ Trying Your Luck ที่ร๊อคเอาเรื่อง รวมไปถึง Take It or Leave It และที่ลืมไม่ได้คือ Someday ที่โจ๊ะๆสนุกๆ Last Nite ที่สร้างชื่อให้พวกเขา Alone Together ที่ออกจะดิบหน่อย และเพลงโปรดของผม Hard to Explain เหมือนกับการเอา Iggy Pop มาทำเพลงพังค์ผสมดิสโก้

The_Strokes4

Is This It? กลายเป็นความสำเร็จแบบยิ่งใหญ่ มันได้รับทั้งคำชมและยอดขายอย่างงดงาม และกลายเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีของหลายสำนัก ส่งให้พวกเขากลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของวงการเพลงเลยทีเดียว และบอกได้เลยว่า ปี 2001 คือปีที่พวกเขาครอบครองวงการอย่างแท้จริง แม้ว่า The White Stripes จะทำงานเพลงแบบนี้มาก่อน และทำได้ดีกว่า แต่คนที่ส่งให้เพลงแนวนี้ดังไปทั่วโลกคือ The Strokes ลองจินตนาการว่า หากไม่มีอัลบั้มนี้ โฉมหน้าของวงการดนตรีจะเป็นเช่นไร

ถ้าไม่มีมัน เราคงไม่มีวงสารพัดที่ขึ้นต้นด้วย The ทั้งหลาย ไม่มีนิวเรฟ เพราะ The Rapture คงไม่ดัง ไม่มี The Libertines อีกสารพัดสารพัน สำหรับผมแล้ว Is This It? คือ Nevermind ของยุค 2000 ที่ออกมาเพื่อกอบกู้วงการเพลงจากความน่าเบื่อทั้งหลาย คอยตามเรื่องพวกเขาต่อได้สัปดาห์หน้าครับ

Monday, May 9, 2011

The Drums กำลังจะมาไทย

Technorati Tags: ,,

ในช่วงหน้าร้อนเหลือจะทนแบบนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้หน่อยคือ ข่าวการจะจัดคอนเสิร์ตในไทยของวงดนตรีหน้าใหม่ที่ผมชื่นชอบผลงาน อย่าง The Drums กำลังจะมาเล่นคอนเสิร์ตในไทยแบบไม่คาดฝัน เล่นเอาตื่นเต้นเลยครับ เพราะผมยกให้อัลบั้มของพวกเขา เป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมอันดับสองของปีที่แล้วในลิสต์ของผมเลยครับ (http://sljkz.blogspot.com/2011/01/best-of-2010-30.html) ก่อนจะไปเตรียมสนุกกับพวกเขา มาดูก่อนแล้วกันครับว่า พวกเขาเป็นไงมาไงthe drums 01

The Drums เริ่มต้นขึ้นในนิวยอร์ก แม้ว่าเพลงของพวกเขาจะเหมือนกับหลุดมากจากชายหาดแถวแคลิฟอร์เนียแท้ๆ สมาชิกตั้งต้นของวงคือ Jonathan Pierce (โจนาธาน ร้องนำ) และ Jacob Graham (จาคอบ กีตาร์) ที่รู้จักกันตั้งแต่กเด็กและเคยตั้งวง Goat Explosion ทำเพลงอิเล็กโทรนิกส์ออกทัวร์ด้วยกันมาแล้ว ก่อนจะอยกทางกันไปตั้งวงของใครของมัน และไปได้ดีถึงขนาดได้เซ็นสัญญาทำเพลงทั้งคู่ แต่สุดท้าย ก็เบื่อแนวเดิมๆ หันมาร่วมงานกันและจับกีตาร์ตั้งวง The Drums ขึ้นมาแทน ในปี 2006 และดึงเอา Connor Hanwick (คอเนอร์) มาตีกลองให้

พวกเขาเริ่มออกซิงเกิ้ล Let’s Go Surfing ในปี 2003 ซิงเกิ้ลแรกที่เป็นเพลงป๊อปร๊อคที่มีกลิ่นอายเซิร์ฟเหมือนชื่อเพลง เพลงนี้ทั้งแสนสดชื่นไม่ต่างจากการได้ดื่มน้ำมะนาวเย็นๆหลังจากวิ่งไล่เล่นกับสาวๆไปตามชายหาด มันคือเสียงแห่งความสนุก ฉุดเราหลุดไปจากความน่าเบื่อได้เสียจริงๆครับ แต่ผมยังสงสัยไม่หายว่า สรุป มันร้องว่า Oh Mama หรือ Obama กันแน่

drums-water

จากความโดดเด่นของซิงเกิ้ลแรก ทำให้พวกเขาถูกจับตามองทันที และ BBC ก็เลือกให้พวกเขาเป็นหนึ่งใน Sound of 2010 เลยทีเดียว (คล้ายกับศิลปินที่จะมาแรงในปีหน้านั่นเอง ทันสมัยไม่ตกยุคดีนะครับ BBC สื่อสาธารณะแท้ๆ TPBS น่าจะลองทำดูบ้าง) พวกเขาตามความสำเร็จด้วยการออกซิงเกิ้ลคู่ I Felt Stupid และ Down By The Water ซึ่งเพลงแรกก็มากับเสียงกีตาร์หนุงหนิง มากับท่อนฮุคง่ายๆ ฮา ฮ่า ฮา ฮ๊า ฮา ฮ่า ฮา ติดหูเสียเหลือเกินครับ น่าเสียดายที่มันไม่ได้ไปอยู่ในอัลบั้ม ส่วน Down By The Water คือเพลงช้าๆ เนือบๆ แต่ละเมียดเสียเหลือเกิน ซึ่งปล่อยให้ Jonathan ได้ครวญเพลงโชว์น้ำเสียง ก่อนที่จะเสริมด้วยเสียงประสานเนียนๆอีกที เป็นเพลงที่เล่นกับเสียงและช่องว่าง (Space) ในการสร้างเพลงได้ดีจริงๆครับ

หลังจากนั้นพวกเขาก็ออก EP ชื่อ Summertime!ในปี 2010 ซึ่งรวมสองซิงเกิ้ลแรกไว้ และ ก็ออกซิงเกิ้ลต่อมา Best Friend เป็นซิงเกิ้ลแรกของปี 2010 และมันคือเพลงที่ยอดเยี่ยมมากๆจากจังหวะโจ๊ะๆ ฟังสนุก แต่เนื้อเพลงกับแสนเศร้าเกี่ยวกับการจากไปของเพื่อนสนิท นอกจากนี้แล้ว MV สุดฮายังทำให้เพลงนี้เป็นที่จดจำอีกด้วย และระหว่างนั้นพวกเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักมาขึ้น และได้ขึ้นปกนิตยสารดนตร หรือถูกสัมภาษณ์อยู่บ่อยๆ

จนออกอัลบั้มเต็มชื่อ The Drums เหมือนวง ในช่วงกลางปี 2010 โดยนอกจากรวมเพลงเด่นๆที่เคยออกมาอย่าง Let’s Go Surfing, Down By The Water และ Best Friends มันยังมีเพลงเด่นอีกหลายเพลงที่พวกเขาจะตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลอีกอย่าง Forever And Ever Amen ที่มาในโทนเดียวกับ Let’s Go Surfing และ Me And The Moon ที่จังหวะตอนเปิดเพลงเหมือนๆกับเพลงยุคนิวเวฟ เหมือนกับฟัง Psychedelic Furs ที่เล่นเพลงที่ป๊อปขึ้น นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ไม่ใช่ซิงเกิ้ลที่โดนเด่นอย่าง It Will All End In Tears ที่จังหวะ ความวังเวง และเสียงกีตาร์ทำให้นึกถึง Joy Division ขึ้นมาทันที Skippin’ Town ที่แสนจะติดหู และ I Need Fun In My Life ที่แสนจะป๊อป งานเพลงของพวกเขามีทั้งความสวยหวานและงดงาม ในความเศร้าสร้ายอยู่ลึกๆคล้ายกับเพลงของ Roy Orbison อยู่ในที และ The Drums ก็ได้เปิดตัวพวกเขาในวงการเพลงได้อย่างงดงามเสียเหลือเกินครับScreen-shot-2011-04-12-at-11.25

และในที่สุด พวกเขาก็จะนำเพลงอันแสนยอดเยี่ยมของพวกเขามาให้พวกเราได้ฟังถึงเมืองไทยแล้วครับ โดยการร่วมงานกันระหว่าง Lullaby และเบียร์ Federbrau โดยคอนเสิร์ตจะมีขึ้นในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ ทีร้าน Muse ทองหล่อซอย 10 ตั้งแต่ สองทุ่มครึ่งเป็นต้นไป และนอกจาก The Drums แล้วยังมี จีน กษิดิษ และดีเจจาก Club Soma คลับไนต์ชื่อดังมาร่วมให้ความสนุกอีกด้วย เตรียมไปสนุกกันอย่างเต็มที่เลยครับ (ผมไม่พลาดอยู่แล้วครับ)