Friday, August 21, 2009

Placebo: เบี่ยงเบนบนดนตรี

Technorati Tags: ,

หลังจากเห็นข่าวว่ามีวัดแจกน้ำมนต์เพื่อช่วยรักษาโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ผมนึกถึงปรากฏการณ์ที่หมอหลอกให้คนไข้กินน้ำตาล แล้วบอกว่าเป็นยารักษามะเร็ง ผลก็คือ คนไข้ที่เชื่อดังนั้นกลับหายจากมะเร็งจริงๆ ทำให้เชื่อว่า ใจอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ ที่เริ่มต้นแบบนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แต่ว่า การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวเรียกว่า Placebo ซึ่งก็คือชื่อของวงที่ผมจะมาแนะนำในสัปดาห์นี้แหละครับ

กำเนิดของวง Placebo ออกจะเหมือนนิยายน้ำเน่าหน่อย สองแกนนำหลักของวงคือ Brian Molko (ไบรอัน ร้องนำ กีตาร์) หนุ่มฝรั่งเศส และ Stefan Olsdal (สเตฟาน เบส) หนุ่มสวีเดนนั้น เคยเรียนที่โรงเรียนเดียวกัน แต่ก็ไม่รู้จักกัน จนบังเอิญได้มาเจอกันที่อังกฤษ โดยที่ Brian ชวน Stefan มาดูเขาเล่นสนในบาร์ และ Stefan เห็น Brian มีศักยภาพล้นเหลือจึงตัดสินใจว่า ควรจะเริ่มตั้งวงกับไอ้หมอนี่ พวกเขาได้ Robert Schutlzberg (โรเบิร์ต) หนุ่มสวีเดนที่รู้จักกันกับ Stefan มาก่อน มาเล่นกลองให้ ในที่สุด วงนานาชาติชื่อ Placebo ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

Music_Placebo_004027_ 

พวกเขาได้สัญญากับค่ายเพลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มกระหน่ำออกซิงเกิ้ล และอัลบั้มแรกของพวกเขาในปี 1996 ที่ใช้ชื่อเดียวกับวง ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย และได้รับคำชมจากทั่วสารทิศ และกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการทันที ความสำเร็จนั้นเป็นส่วนผสมกันระหว่าง ดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากกรันจ์ที่ผสมเอาความฟู่ฟ่าของแกลมลงไปด้วย ให้มันไม่เหมือนใครเลย นอกจากนี้ แล้วสำเนียงอังกฤษของคนที่โตมาในฝรั่งเศสของ Brian ก็มีส่วนสร้างเอกลักษณ์ของพวกเขาด้วย แต่ที่เป็นที่น่าโจษจันมากที่สุดก็คือภาพลักษณ์เรื่องเพศของพวกเขา Brian ไอ้หนุ่มร่างเล็กหน้าสวยประกาศตัวเองอย่างชัดเจนว่าเป็นเสือไบ ส่วน Stefan ไอ้หนุ่มร่างโย่ง ก็เป็นเกย์อย่างเปิดเผย ซึ่งสำหรับสังคมอังกฤษแล้ว มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาก

ความเบี่ยงเบนทางเพศนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนในเพลงเปิดตัวอย่าง Nancy Boy โดย Brian บอกว่า เขาไม่ได้บอกให้คนเป็นเกย์ แต่อยากให้ทุกคนยอมรับในตัวของตัวเอง และในคนอื่นด้วย นอกจากนี้แล้วเพลงอื่นๆในอัลบั้มยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างชัดเจน แต่ว่า มันก็ยังเป็นอัลบั้มชั้นเยี่ยมที่บรรจุความดิบ ความโกรธของวัยรุ่น ที่แสดงผ่านออกมาทางความฟู่ฟ่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพลงเด่นอย่าง Teenage Angst, 36 Degrees หรือ Bruise Pristine นั้นมันสะใจทุกครั้งที่เราได้ฟัง ส่วน Hang on to your IQ และ I Know เพลงช้าก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และจากการที่มันออกวางขายได้ถูกที่ถูกเวลา เพราะมันเป็นช่วงบูมของ Brit Pop อยู่ ทำให้พวกเขาดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง และเป็นหนึ่งในไม่กี่วงที่รอดจากวิกฤตการณ์ฟองสบู่แตกมาได้จนถึงทุกวันนี้

placebo4xs2

แต่ว่าหลังจากเริ่มดัง Robert ก็โดนไล่ออกจากวง เพราะว่าเขานิสัยรุนแรงเกินไป พวกเขาเลยดึงเอา Steve Hewitt (สตีฟ) เพื่อนเก่าที่เคยร่วมเล่นกันด้วยสั้นๆกลับเข้ามาในวงแทน แต่ใครจะคิดว่าการเปลี่ยนมือกลองจะส่งผลได้เกินคิด เพราะ Robert เป็นมือกลองที่มือหนักกว่า Steve มาก ทำให้ดนตรีของพวกเขาขาดความหนักหน่วงไปในทันที

พวกเขาออกอัลบั้มที่ 2 Without You I’m Nothing ในปี 1998 ที่มีเพลงดังอย่าง Pure Morning หรือ You Don’t Care About Us ที่มันสะใจ Every You, Every Me ส่งให้พวกเขาดังไปถึงอเมริกาได้ และเพลง Without You I’m Nothing ที่ถึงขนาดดึงความสนใจของ David Bowie ให้มาร่วมงานตอนเล่นสดได้ นอกจากนี้พวกเขายังได้ทำเพลงให้กับหนังโคตรแกลมและเกย์อย่าง Velvet Goldmine ที่พวกเขาไปโผล่นิดๆในเรื่องด้วย

placebo_1024

แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงในอังกฤษ เพราะว่า Brit Pop เริ่มเป็นเรื่องตลกไปแล้ว Black Market Musicอัลบั้มที่ 3 ในปี 2000 ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเก่า แม้พวกเขาจะพยายามผสมดนตรีฮิปฮอป และแดนซ์เข้าไปในเพลง เช่น Spite and Malice และ Taste In Men แต่มันก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แม้จะมีเพลงเด่นอย่าง Special K แต่มันก็ไม่ได้รับความนิยมเหมือนเก่า พวกเขาเลยหันเหจากตลาดอังกฤษไปสู่ทั่วยุโรปแทน

สองอัลบั้มต่อมาอย่าง Sleeping with Ghosts ในปี 2003 ที่มีเพลงเด่นอย่าง English Summer Rain และ Meds ในปี 2006 ที่มีเพลงเด่นอย่าง Because I Want You นั้น เงียบในอังกฤษแต่ก็ยังได้รับความนิยมจากตลาดยุโรปเช่นเคย

และล่าสุดพวกเขากลับมาในปีนี้กับอัลบั้มใหม่ Battle for the Sun ที่ผมว่าเป็นการคืนฟอร์มได้อย่างสวยงาม และโชว์ความเก๋าสมกับที่อยู่ในวงการมาได้เกิน 10 ปีเป็นอย่างดี เพราะมันมีเพลงเจ๋งๆอย่าง Ashtray Heart ที่มันสะใจในแบบคลาสสิกของพวกเขา Bright Lights และ Never Ending Why ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่ทุกครั้งที่ฟัง และ Speak in Tongues ที่ทรงพลังและยอดเยี่ยมจริงๆ ทำให้เราคิดว่า พวกเขาคงจะยังอยู่ในวงการได้อีกนาน และสร้างความสะใจให้กับเราได้ทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนเวทีได้เสมอ

No comments: