Monday, May 6, 2013

Fall Out Boy ในที่สุดก็กลับมา

วงดนตรีหลายๆวง เมื่อทำงานเพลงได้ซักระยะนึงก็จะหยุดกิจกรรมของวงไป ด้วยสาเหตุสารพัดตามประสาอาร์ตติสต์ ที่ให้สาเหตุว่าอยากพักผ่อนบ้าง อยากหาอะไรใหม่ๆทำบ้าง บางวงก็เงียบไปทั้งอย่างนั้นเลย บางวงก็กลับมารวมตัวกันอีก ทำเพลงดีกว่าเดิมบ้าง เหมือนกับแยกกันไปฝึกวิชาแล้วกลับมารวมตัวกัน ซึ่งอีกวงที่หายไปนานแล้วกลับมาได้อย่างงดงามในปีนี้คือ Fall Out Boy

fall_out_boy_20131

ต้นกำเนิดของ Fall Out Boy คือการรวมตัวกันของสมาชิกของวงร๊อควงนู้นนี้ในชิคาโก และสุดท้ายกลายมาเป็น Fall Out Boy โดยมีสมาชิกคือ Patrick Stump (แพทริค ร้องนำ กีตาร์) Pete Wentz (พีท เบส) Joe Trohman (โจ กีตาร์) และ Andy Hurley (แอนดี้ กลอง) โดยได้ชื่อดังกล่าวจากแฟนเพลงที่เสนอชื่อมาโดยไอเดียมาจากตัวละครใน The Simpsons

เมื่อไลน์อัพครบ พวกเขาก็เริ่มทำเพลงและเล่นสด ออกแผ่นงานเพลงของตัวเองจนไปเข้าตาค่ายเพลง Fueled by Ramen ที่ว่ากันว่าเป็นค่ายเพลงที่ก่อให้กระแสอีโมกลายเป็นแนวเพลงฮิตไปได้ และพวกเขาก็เซ็นสัญญากับค่าย และได้รับเงินล่วงหน้ามาเพื่อทำอัลบั้มเปิดตัว และพวกเขาก็ตอบแทนค่ายเพลงด้วยงานชุดแรก Take This To Your Grave ในปี 2003 ซึ่งก็ทำยอดขายได้ไม่เลวนักสำหรับวงน้องใหม่ (ส่วนตัวไม่ได้ฟังชุดนี้ครับ ขอผ่านละกัน)

และจากการเปิดตัวที่สวยงาม ทำให้พวกเขาได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่อย่าง Island และได้ออกผลงานชิ้นสำคัญคือ From Under the Cork Tree ในปี 2005 ซึ่งได้กลายเป็นอัลบั้มที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว มันเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลดัง Sugar, We're Goin Down ที่เป็นเหมือนเพลงประจำตัวพวกเขาไปเสียแล้ว ด้วยเสียกีตาร์ที่แตกพร่ากับจังหวะกระทืบเท้า และเสียงร้องโทนสูงกับเนื้อเพลงหดหู่ ไม่แปลกที่มันจะกลายเป็นเพลงดังและเป็นเพลงสำคัญของเหล่าแฟนอีโม และแต่ละเพลงในอัลบั้มก็มาในแนวทางเดียวกัน มันคือเพลงร๊อคที่ติดหู เต็มไปด้วยริฟฟ์กีตาร์กระชากมันๆ กับเนื้อเพลงที่ชวนให้ร้องตาม ทั้ง Of All The Gin Joints In All The World ที่ริฟฟ์ขึ้นเพลงมาเหมือนกับ My Chemical Romance ชุดแรก Dance, Dance ก็เหมือนกับการผสมเพลงบอลรูมเข้ากับร๊อค ส่วน Sophmore Slump Or Comeback Of The Year ก็ติดหูจริงๆ และด้วยความยอดเยี่ยมของเพลงเหล่านี้ทำให้อัลบั้มนี้ทำยอดขายได้เป็ยอย่างดี และ Fall Out Boy ก็ได้เลื่อนสถานะเป็นโปสเตอร์บอยของวงการเพลงอีโมและพังค์ไปในทันที และพีท หัวหน้าวง ก็กลายเป็นเหมือนกับเจ้าพ่อแห่งวงการเพลงแนวนี้ และยังไปปั้นเด็กรุ่นน้องอย่าง Panic! At the Disco และ The Academy Is… อีกด้วย

หลังจากผลงานสร้างชื่อ แน่นอนทุกคนก็คอยจับตามองผลงานชิ้นต่อไปของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่ทำให้เสียราคา เมื่อพวกเขากลับมาด้วย Infinity on High ในปี 2007 และเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลที่โครมครามมากๆอย่าง This Ain’t a Scene, It’s an Arms Race ที่กลายเป็นเพลงฮิตในทันที ทำให้เรามั่นใจได้ว่า ความสำเร็จของงานชุดที่แล้วไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ และพวกเขายังคงเฉียบคมในเรื่องการทำเพลงที่ติดหูอยู่เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น Thnks Fr Th Mmrs ที่ฟังครั้งแรกก็รู้เลยว่ามันจะต้องเป็นซิงเกิ้ลแน่นอน Don’t You Know Who I Think I Am? ก็ติดหูกับจังหวะชวนเต้นตามและท่อนวู้ฮู เช่นเดียวกับ The Take Over, The Break’s Over ฟังดูแล้วพวกเขาเหมือนช่างฝีมือชั้นเทพที่รู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรให้เพลงแต่ละเพลงไปติดอยู่ในหูอย่างที่แคะยังไงก็แกะไม่ออก

และในปีต่อมานั่นเอง ที่พวกเขาก็ตามติดความสำเร็จด้วยงานชุดที่สี่ นั่นคือ Folie à Deux ในปี 2008 และในงานชุดนี้พวกเขาเริ่มพยายามหาเส้นทางอื่น โดยเฉพาะเนื้อเพลงที่พีทเลิกพูดถึงแต่เรื่องตัวเอง แต่ขยายขอบเขตไปกว้างขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็ส่งผลให้แนวเพลงปรับเปลี่ยนโทนไปด้วย อย่างซิงเกิ้ลเปิดตัว I Don’t Care ที่มากับเสียกีตาร์หน่วงๆ แม้จะไม่โจ๊ะเหมือนเดิม แต่มันก็ติดหูไม่น้อย ในขณะที่ What A Catch Donnie ก็คล้ายๆกับงานของ The Beatles (แนวทางคล้ายกับงานชุด2ของPATD) นอกจากนี้ยังมีเพลงโบนัส คัฟเวอร์ Beat It ของไมเคิล แจ็คสัน โดยร่วมงานกับจอห์น เมเยอร์ด้วย ซึ่งเมื่อฟังทั้งอัลบั้มแล้วก็ถือเป็นการเติบโตอย่างมากของพวกเขา น่าเสียดายที่ตลาดกลับไม่เข้าใจมากนัก มันเลยทำยอดขายแพ้งานก่อนหน้า

หลังจากอยู่ร่วมกันมาหลายปี และได้ออกอัลบั้มรวมเพลงในปี2009 พวกเขาก็ตัดสินใจพักกิจกรรมของวง โดยที่สมาชิกแต่ละคนก็ไปทำงานตามที่ตัวเองสนใจ อย่างแพททริคก็ลดน้ำหนักจนผอมและออกงานเดี่ยวของตัวเอง โจและแอนดี้ก็ไปจับมีกับสมาชิกวงอื่นเป็นวงซูเปอร์กรุ๊ปทำเพลงออกมา ส่วนพีทก็ทำงานเพลงกับเพื่อนและวุ่นกับการบริหารธุรกิจอื่นอีกด้วย เล่นเอาแฟนเพลงเริ่มหวั่นว่าพวกเขาจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหรือไม่

fall-out-boy-save-rock-and-roll-2013-lq

แต่ในที่สุด ในปี 2013 พวกเขาก็กลับมารวมตัวทำงานเพลงด้วยกันอีกครั้งและกลับมากับอัลบั้มใหม่ Save Rock & Roll ที่มากับปกอัลบั้มสุดเปรี้ยว (จนโดนแบนในบ้านเราเลย แต่แค่มีเคสนอกห่อไว้นะ) และมันก็ถูกคาดหวังจากแฟนเพลงเป็นอย่างมาก แต่แทนที่พวกเขาจะกลับไปหารากดนตรีแบบเดิมที่แฟนพันธุ์แท้ชื่นชอบ พวกเขาสานต่อแนวคิดจาก Folie à Deux ที่พยายามขยายขอบเขตแนวเพลงของพวกเขาให้กว้างยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ไม่ได้ยึดติดกับอีโมพ๊อพพังค์อย่างเดียวอีกต่อไป ซึ่งเหมือนกับปกอัลบั้มของพวกเขาที่เป็นการประทะกันของอดีตและอนาคต แค่เพลงเปิด The Phoenix ก็แสดงให้เห็นแนวทางใหม่ๆที่พวกเขากำลังจะก้าวไป ด้วยเสียงโครมครามยังกับ Muse บวกเขากับการเดินจังหวะแบบดิสโก เช่นเดียวกับ Where Did The Party Go ที่ดิสโกจ๋ามากๆ ขณะที่ The Mighty Fall ก็บีตหนักหน่วงแถมมี Big Sean มาแร๊พให้อีก ส่วนซิงเกิ้ลแรก My Songs Know What You Did In The Dark (Light Em Up) ก็เตรียมพร้อมที่จะเติมเต็มสเตเดี้ยม

เมื่อได้ฟังทั้งอัลบั้มแล้ว Save Rock & Roll ได้แสดงให้เห็นว่า Fall Out Boy ได้เติบโตห่างจากรากเดิมของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพักงานไปนาน ประสบการณ์ที่สั่งสมมาทำให้พวกเขาได้ขยายขอบเขตงานเพลงของพวกตนเองมากขึ้นไปกว่าเดิม แม้อาจจะต้องแลกกับฐานแฟนเพลงเดิม แต่พวกเขาก็เลือกที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อก้าวสู่อนาคตต่อไป

No comments: