Monday, May 14, 2012

Adam “MCA” Yauch จากไปไวกว่าที่ควร

Technorati Tags: ,,,

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความตายที่ทำให้ผมต้องตกใจอยู่สองกรณี กรณีคือความตายของคนแก่คนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลย แต่บางอย่างทำให้ผมรู้ศึกเศร้าและสลดใจจนทำอะไรไม่ถูกไปนานเหมือนกัน ส่วนอีกความตาย ก็มาแบบผมไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน เพราะแทบไม่รู้มาก่อนเลยว่า ผู้ที่เสียชีวิตไปเขาป่วยด้วยโรคมะเร็งอย่างหนักขนาดนี้มาก่อน จู่ๆก็ได้ข่าวแล้วก็เล่นเอาอึ้งไปเลยเพราะไม่ได้ระแคะระคายอะไรมาก่อน ผู้ที่จากไปคนนั้นคือ Adam Yauch หรือ MCA แห่ง Beatie Boys วงฮิพฮอพผิวขาวผู้บุกเบิกพื้นที่ให้กับชาวผิวขาวสู่วงการนี้

Adam-Yauch-Singing-900-6001-600x400

ผมคงขอกล่าวประวัติรวมๆของ Beastie Boys ไปเลยดีกว่า เพราะว่าน่าจะได้น้ำได้เนื้อกว่าของสมาชิกคนเดียว พวกเขาเริ่มก่อตั้งวงเมื่อปี 1979 ตั้งแต่ยังอายุน้อยๆอยู่ โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นวงพังค์ในนิวยอร์ก ก่อนที่จะทำเพลงฮิพฮอพ Cooky Puss ออกมาเอาฮา แต่กลับกลายเป็นเพลงฮิตในหมู่คนชอบเพลงฮิพฮอพ

สมาชิกหลังจากที่สลับแนวเพลงมาและกลายเป็นสมาชิกหลักของวงคือ Adam “MCA” Yauch, Mike “Mike D” Diamond และ Adam “Ad-Rock” Horrovitz และพวกเขาก็ได้ดึงตัว Rick Rubin มาทำหน้าที่ดีเจและโปรดิเซอร์ให้ก่อนที่เขาจะกลายเป็นโคตรอภิมหาโปรดิวเซอร์แบบทุกวันนี้ Beastie Boys ได้ออกทัวร์ร่วมกับศิลปินดังๆเพื่อสร้างชื่อให้กับตัวเอง

พวกเขาออกงานชุดแรก License to Ill ในปี 1986 ซึ่งมีซิงเกิ้ลดัง (You Gotta) Fight for Your Right (To Party) ซึ่งเป็นเพลงฮิตที่ส่งให้พวกเขาดังระเบิด มันเป็นเพลงที่ผสมความเป็นพังค์ด้วยเสียงกีตาร์หนักๆเข้ามากับจังหวะฮิพฮอพได้อย่างลงตัว พอๆกับเพลง Walk This Way เลยทีเดียว และเสียงร้องแร๊พแบบเด็กผิวขาวตัวป่วนแบบพวกเขาทำให้มันแปลกแตกต่างไปจากคนอื่น และยิ่ง MV ที่ทำออกมาเป็นตัวแทนความแสบซ่า ทำให้พวกเขากลายเป็นศิลปินดังไปในพริบตา และเป็นตัวแทนของความแสบสันต์ เวลาออกทัวร์ พวกเขาก็มีดุ๊ยดุ่ยปลอมขนาดยักษ์บนเวที เล่นเอาคนแก่หัวโบราณส่ายหัวไปตามๆกัน

AdamYauch_1502823a

จากนั้นพวกเขาก็ออกผลงานอีกสองชิ้นคือ Paul’s Boutique และ Check Your Head ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน และยังขยายแนวทางด้วยการทำค่ายเพลงของตัวเองอย่าง Grand Royal ซึ่งก็มีศิลปินอย่าง Luscious Jackson อดีตเพื่อนร่วมวง Beastie Boys, Ben Lee และ Sean Lennon ลูกชายของ จอห์น เลนนอน

และเป็นงานชุดที่ 4 Ill Communication ในปี 1994 (อัลบั้มแรกที่ผมได้ฟัง) ที่พวกเขากลับมาผงาดบนชาร์ตเพลงอีกครั้ง ด้วยซิงเกิ้ลดัง Sabotage ที่ผสมแนวพลงต่างๆได้อย่างลงตัว สะใจ บวกกับ MV เท่ๆฝีมือกำกับของ Spike Jonze และเป็นช่วงนี้เองที่พวกเขาเริ่มหันมานับถือซาสนาพุทธแบบธิเบต และจัดคอนเสิร์ตเพื่อเรียกร้องอิสระของธิเบตจากประเทศจีน กลายเป็นอีกโฉมหน้าหนึ่งที่น่าสนใจของพวกเขา

และงานเพลงชุดต่อมา Hello Nasty ในปี 1997 กลายเป็นพัฒนาการไปอีกขั้น พวกเขาทิ้งเสียงกีตาร์ดิบๆแบบร๊อค และหันมาเล่นกับจังหวะและการแซมเปิ้ลมากขึ้น บวกเขากับเสียงเบสบวมๆโครมคราม ทำให้พวกเขาได้ซาวด์ที่ล้ำขึ้นไปอีก จนมันกลายเป็นงานยอดฮิตที่ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง สื่อทุกสำนักพากันเชียร์พวกเขาแบบไม่ได้นัดหมาย บวกกับ MV สุดฮาสารพัด ทำให้ชื่อ The Beastie Boys กลายเป็นที่นิยมอีกครั้งแม้จะอยู่ในวงการมาเกิน 10 ปีแล้วก็ตามที

หลังจากความสำเร็จอย่างล้นหลาม งานที่ตามติดกันมาอย่าง To The 5 Boroughs ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะว่าความคาดหวังหลังจากอัลบั้มที่แล้วสูงมาก แต่มันก็ไม่ใช่งานที่แย่อะไร เพียงแต่มันแพ้งานเก่าเท่านั้นเอง พวกเขายังออกอัลบั้ม The Mix Up ก่อนที่จะพยายามออกอัลบั้ม Hot Sauce Committee Part Two ในปี 2009 แต่ต้องเลื่อนการออกมาจนปี 2011 เพราะว่าแพทย์พบว่า Adam Yauch เป็นมะเร็ง

GYI0061796120.jpg

ซึ่งในตอนแรกนั้น อดัมก็ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมด้วยการทำคีโม และเขาเองก็มั่นใจว่า มะเร็งของเขายังรักษาให้หายได้ และเขายังตัดสินใจเป็น vegan (มังสวิรัตประเภทไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลยไม่ว่าจะเป็นไข่หรือนม) และแม้จะพยายามรักษาแล้ว แต่อดัมก็เสียชีวิตด้วยมะเร็งร้าย ในวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเมื่ออายุ 47 ปี ซึ่งความตายของเขาก็นำมาซึ่งความเศร้าให้กับวงการเพลง โดยศิลปินต่างๆก็ได้ออกมาส่งสาส์นไว้อาลัยให้กับเขา

การจากไปของ Adam Yauch กลายเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์ที่ทำให้คิดได้ว่า ความตายอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด สิ่งที่สำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะพร้อมรับความตายได้อย่างสงบและพร้อมกับมันเสมอ

1 comment:

burabaru said...

จำได้ว่าไปดู Concert ตอนมาเมืองไืืทย มี 3 วง Sonic Youth / Foo fighters / Beastie boys ราคาบัตรแค่ 500 บาท วงที่แสดงมันส์ สุด ๆ คือ Beastie boys เป็น concert ที่คุ้มค่ามาก ๆ