Monday, May 28, 2012

Marina and the Diamonds อีกหนึ่งดาวรุ่งสาว

Technorati Tags:

ช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นยุครุ่งเรืองของศิลปินหญิงทางเกาะอังกฤษเลยก็ว่าได้ ในขณะที่ฝั่งอเมริกาแข่งกันทำเพลงป๊อปแถมพฤติกรรมหลุดโลกอย่าง Lady Gaga, Kathy Perry หรือ Nicki Minaj แต่ฝั่งอังกฤษกับทยอยส่งศิลปินหญิงที่เป็นนักร้องนักแต่งเพลงด้วยตัวเองออกมางัด ซึ่งที่เราเห็นประสบความสำเร็จก็มีหลายรายอย่างรุ่นบุกเบิกอย่าง Amy Winehouse หรือ Adele ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้วก็ยังมี Florence+the Machine, Lily Allen, Kate Nash, Little Boots หรือ Ellie Goulding ที่โด่งดังไม่แพ้กัน และอีกหนึ่งศิลปินที่พลาดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงคือ Marina and the Diamonds

marina_and_the_diamonds_press_picture_012

Marina and the Diamonds หรือ Marina Diamandis เป็นสาวชาวเวลส์ลูกผสมกรีกที่เติบโตมาในเวลส์ หลังจากที่เธอพบความสนใจในดนตรีของตัวเอง และใช้เวลาไปกับการย้ายวิทยาลัยด้านดนตรีถึง 4 ครั้ง จนสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเลิกเรียนและมุ่งเอาดีกับงานเพลง โดยพยายามไปออดิชั่นกับค่ายเพลงและละครเพลงต่างๆด้วย จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำงานเพลงในแบบของตัวเอง โดยตั้งชื่อในวงการให้กับตัวเองว่า Marina and the Diamonds ซึ่งหมายความว่า เธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเธอแล้ว

Monday, May 14, 2012

Adam “MCA” Yauch จากไปไวกว่าที่ควร

Technorati Tags: ,,,

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความตายที่ทำให้ผมต้องตกใจอยู่สองกรณี กรณีคือความตายของคนแก่คนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลย แต่บางอย่างทำให้ผมรู้ศึกเศร้าและสลดใจจนทำอะไรไม่ถูกไปนานเหมือนกัน ส่วนอีกความตาย ก็มาแบบผมไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน เพราะแทบไม่รู้มาก่อนเลยว่า ผู้ที่เสียชีวิตไปเขาป่วยด้วยโรคมะเร็งอย่างหนักขนาดนี้มาก่อน จู่ๆก็ได้ข่าวแล้วก็เล่นเอาอึ้งไปเลยเพราะไม่ได้ระแคะระคายอะไรมาก่อน ผู้ที่จากไปคนนั้นคือ Adam Yauch หรือ MCA แห่ง Beatie Boys วงฮิพฮอพผิวขาวผู้บุกเบิกพื้นที่ให้กับชาวผิวขาวสู่วงการนี้

Adam-Yauch-Singing-900-6001-600x400

ผมคงขอกล่าวประวัติรวมๆของ Beastie Boys ไปเลยดีกว่า เพราะว่าน่าจะได้น้ำได้เนื้อกว่าของสมาชิกคนเดียว พวกเขาเริ่มก่อตั้งวงเมื่อปี 1979 ตั้งแต่ยังอายุน้อยๆอยู่ โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นวงพังค์ในนิวยอร์ก ก่อนที่จะทำเพลงฮิพฮอพ Cooky Puss ออกมาเอาฮา แต่กลับกลายเป็นเพลงฮิตในหมู่คนชอบเพลงฮิพฮอพ

Sunday, May 6, 2012

N’Shukugawa Boys เปรี้ยวจ๋าแดนปลาดิบ

Technorati Tags: ,

ญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นประเทศที่ผมไปใช้ชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง และหลงไหลในความน่าสนใจของมันแล้ว ดนตรีของญี่ปุ่นก็มีความหลากหลายมากกว่าที่คิด แม้ว่าเวลาดูทีวี จะเจอแต่วงไอดอลเต็มไปหมด แต่ก็ยังมีหนุ่มสาวที่พร้อมจะทำเพลงตามความต้องการของตัวเองโดยไม่ได้สนใจใคร จนถ้าเราพยายามค้นหา หรือตามดูไลฟ์เล็กๆแล้ว จะเจอวงน่าสนใจเต็มไปหมด และวงที่เอามาแนะนำในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวงที่น่าสนใจและแหวกแนวเอามากๆ คือ N’Shukugawa Boys วงที่แสนเปรี้ยวจากประเทศญี่ปุ่นวงนี้ พอได้ฟังครั้งแรกผมก็เหมือนโดนหมัดฮุคเข้าไปที่แก้มซ้ายเต็มๆจนหลงพวกเขาแบบสุดๆ เพราะความแปลกเฉพาะตัวของพวกเขา เล่นเอาเคลิ้มไปเลย เลยต้องค้นหาข้อมูลของวงเพิ่มขึ้นครับ

main

N'夙川BOYS หรือ N’Shukugawa Boys (อ่านว่า อึ้น ชุคุกาว่า บอยส์) คือวงอินดี้ ที่ก่อตั้งในจังหวัด เฮียโกะ ประเทศญี่ปุ่น (ที่ตั้งเมืองโกเบ เมืองเนื้ออร่อยนั่นเองครับ) โดยสมาชิกก็คือ สองหนุ่มจากวง King Brothers นั่นคือ มายะ เลิฟ (กีตาร์ ร้องนำ กลอง) และ ชินโนะสุเกะ บอยส์ (กลอง กีตาร์) แยกออกมาทำไซด์โปรเจคต์ร่วมกับ ลินดา ดาดา (กีตาร์ ร้องนำ กลอง) นางแบบสาวระดับท็อป ในปี 2007 โดยได้รับการดูแลจาก มาซาฮิดะ ซาคุมะ โปรดิวเซอร์ที่ทำเพลงพังค์ร็อคจากยุค 80 ทำให้ซาวด์ของพวกเขาใกล้เคียงกับวงพังค์ระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง The Blue Hearts (เสริมหน่อยว่า แนวเพลงของวงพังค์ญี่ปุ่น ออกจะต่างไปจากของต้นฉบับทางฝั่งอังกฤษ เพราะแม้จะเน้นความดิบเล่น3คอร์ดเหมือนกัน แต่เพลงพังค์ของญี่ปุ่น เนื้อหามักจะหนักไปทางชีวิตวัยรุ่นเสียมากกว่าการต่อต้านสังคม)

Monday, April 30, 2012

Goldie Lookin Chain ฮิพฮอพฮาฮา

Technorati Tags: ,

ช่วงหลังๆ เห็นวงฮิพฮอพเอาฮาอย่าง LMFAO ดังเป็นพลุแตกจากเพลงเพี้ยนๆ เอาสาระไม่ได้ กับพฤติกรรมเอาฮาแล้ว ทีแรกผมก็มองว่าทั้งสองคนไม่ได้มีสาระอะไรเลย แต่พอมามองอีกที เออ นะ มันก็เป็นวงเน้นตลก ไม่ได้เน้นดนตรี หรือเอาสาระอะไรนัก ก็เลยไม่ได้ถือสาอะไร ถือฟังและดูเอาตลกซะมากกว่า (แต่จริงๆมุขมันออกจะทื่อแบบตีหัวเข้าบ้านไปหน่อย ไม่ใช่แนวผมครับ) พอมานึกอีกที ก็นึกถึงวงฮิพฮอพเอาฮาจากเวลส์ที่ผมชอบเอามากๆ นั่นก็คือ Goldie Lookin Chain เห็นหายไปนาน เลยไปค้นดูว่าตอนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ กลายเป็นว่า ยังทำงานเพลงอยู่ แม้จะไม่ได้ดังระดับชาติเหมือนเดิม มาดูกันดีกว่าว่า พวกเขาแสบกันยังไงบ้าง

goldie-lookin-chain

Goldie Lookin Chain เกิดขึ้นจากการนั่งเขี่ยเครื่องแซมเปิ้ลของ P.Xain เล่นไปมา เพื่อนก็มาสมทบกัน ทำเรื่องไร้สาระ และเริ่มทำเพลงเอาฮากันไป โดยสองคนที่ตามมาเพิ่มคือ Eggsy และ Adam Houssein ก่อนที่คนที่เหลืออย่าง 2Hats, Maggot, Billy Webb, Mystikal และ Mike Balls รวมกันเป็นทีม 8 คน พวกเขาเรียกตัวเองว่า Goldie Lookin Chain เพื่อเสียดสีวัฒนธรรมฮิพฮอพที่แต่ละคนชอบโชว์สร้อยทอง แต่ของพวกเขา มันเป็นแค่ สร้อยที่ดูเหมือนทอง เท่านั้นเอง และนั่นก็บ่งบอกถึงแนวทางของพวกเขาได้เป็นอย่างดี เพราะพวกเขานั่นเสียดสีแนวทางของเพลงฮิพฮอพได้อย่างเมามัน ทั้งการแต่งตัว ที่ดูเหมือนกับศิลปินฮิพฮอพหลงมาจากยุค ’80 ด้วยเสื้อแทรคสูทราคาถูก สร้อยทองปลอมเส้นโต บางทีก็เสื้อแบบเชยหลงยุค ที่สำคัญ ทั้งหมดเป็นผู้ชายผิวขาวที่เหมือนกับพึ่งหลุดออกมาจากผับราคาถูกในเวลส์ ไม่ได้มีมาดให้เหมือนศิลปินฮิพฮอพเลยแม้แต่น้อย ยิ่ง Mystikal นี่ยิ่งดูเหมือนกับขุนศึกไวกิ้งซะด้วยซ้ำ

Monday, April 23, 2012

Coachella 2012 with Tupac เทคโนโลยีช่วยรียูเนี่ยน

Technorati Tags: ,

ในอเมริกา เทศกาลดนตรีที่คนทั้งหลายรอคอยคงเป็น Coachella Valley Music and Arts Festival แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ในสายตาผม อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Glastonbury ของฝั่งลุงแซมก็ว่าได้ เพราะเท่าที่ติดตามข่าวมาหลายปี ศิลปินที่ขึ้นแสดงออกจะอยู่ในกลุ่มที่เรียกได้ว่า ไม่ตลาดจ๋า สามารถเรียกได้ว่า มักจะหาศิลปินที่น่าสนใจขึ้นเวทีเสมอ อย่างของปีนี้ ศิลปินที่ขึ้นเป็นศิลปินหลักในวันที่ 2 ก็เป็นศิลปินที่มาแรงอย่าง The Black Keys ที่ผมเสนอไปไม่นานมานี้ นอกจากนี้ การถ่ายทอดสดผ่านสตรีมทาง Youtube ทำให้แฟนเพลงที่อยู่อีกซีกโลกอย่างพวกเราสามารถชมการแสดงสดๆได้อย่างเพลิดเพลิน เทคโนโลยีกับโลกาภิวัตน์มันก็ดีแบบนี้ล่ะครับ

142964659

และตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มต้นเทศกาลในปี 1999 (เว้นปี 2000 ไปปีนึง) สิ่งหนึ่งที่เป็นที่สนใจในวงการเพลงเสมอคือ การปรากฎตัวของวงที่เคยแยกวงไปแล้ว หรือการรียูเนี่ยน แบบรวมกันเฉพาะกิจนั่นเอง ซึ่งแต่ละปี ก็จะมีเซอไพรซ์ให้เราได้ตื่นเต้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวการกันของตำนานร๊อคอย่าง Faith No More ในปี 2010 โคตรเหง้าพังค์อย่าง Iggy Pop and the Stooges ในปี 2003 หรือเจ้าพ่อแห่งกำแพงเสียงอย่าง My Bloody Valentine ในปี 2009 ซึ่งแต่ละครั้งคนดูก็ได้ฮือฮาเสมอ (ผมเสียดายที่ไม่สามารถรวมการกลับมาของ Death From Above 1979 เมื่อปีที่แล้วเข้าไปด้วยได้ เพราะแม้จะเล่นได้อย่างแซ่บเวอร์แค่ไหน พวกเขากลับมารวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แค่แสดงครั้งเดียวจบ)

และในปีนี้ การรียูเนี่ยนที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการเพลงมากที่สุดคือ การปรากฎตัวบนเวที ของแรปเปอร์ในตำนานผู้ล่วงลับอย่าง Tupac ระหว่างการแสดงของ Snoop Dogg และ Dr. Dre ที่จัดว่าเป็นไฮไลต์ของงาน และเซอไพรซ์ครั้งนี้ก็เล่นเบียดเอาข่าวอื่นที่เกี่ยวกับ Coachella ตกขอบไปเลยทีเดียว

แต่ก่อนอื่น สำหรับแฟนเพลงรุ่นใหม่ คงต้องขออธิบายก่อนว่า Tupac คือใคร Tupac หรือชื่อเต็มคือ Tupac Amaru Shakur คือแรปเปอร์ที่เกิดในนิวยอร์ก แต่ไปสร้างชื่อที่ฝั่งอีสต์โคสต์ทางแคลิฟอร์เนียแทน ซึ่งตลอดช่วงเวลาสั้นๆ6ปีในวงการเพลงของเขา เขาได้สร้างเพลงฮิตและผลงานมากมายที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินฮิพฮอพรุ่นหลัง และกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการเพลงฮิพฮอพไป โดยร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง Dr. Dre และเพื่อนอย่าง Snoop Dogg และนอกจากวงการเพลงแล้ว เขายังแสดงภาพยนต์อีกด้วย

แต่ถึงแม้เขาจะมีเพลงที่โดดเด่นประดับวงการเพลงไว้มากแค่ไหน (ทุกวันนี้ผมก็ยังมันกับเพลง California Love ของเขาได้เสมอ) แต่เขาก็ร่วมสร้างวัฒนธรรมแกงสเตอร์ในวงการเพลงไว้อย่างที่เรียกว่าเปลี่ยนแปลงโลกของฮิพฮอพได้เลย ยุค 90 กลายเป็นยุคทองของเหล่าศิลปินฮิพฮอพที่เราแทบจะแยกไม่ออกว่าพวกเขาคือศิลปินหรืออันธพาลกันแน่

และ Tupac ก็เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างแรปเปอร์ฝั่งอีสต์โคสต์และเวสต์โคสต์ พวกเขาสร้างเอกลักษณ์การใช้ความรุนแรงอย่างชัดเจนและมีการปะทะกันอยู่เรื่อยๆ ไม่นับการโต้เถียงกันผ่านสื่ออีกนับไม่ถ้วน เรียกง่ายๆว่า ความดุเดือดในยุคนั้น เมื่อเอาศิลปินฮิพฮอพยุคนี้ไปเทียบ ศิลปินยุคนี้คงเป็นเหมือนแค่เด็กเกรียนเท่านั้นเอง

และคู่กรณีที่วิวาทกับเขามาตลอดคือ Notorious B.I.G. เจ้าพ่อฝั่งตะวันออก (ก่อน Jay-Z เสียอีก) และความขัดแย้งมันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีการข่มขู่จะเอาชีวิตกันเลยทีเดียว และในปี 1996 หลังจากชมการแข่งขันชกมวยในลาสเวกัสจบลง รถของเขาที่นั่งไปกับเพื่อนศิลปิน Suge Knights ก็ถูกกระหน่ำยิง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเพราะการวิวาทของทีมงานของเขากับแก๊งท้องถิ่น แต่บางกระแสก็ว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับ Notorious B.I.G. ด้วยก็ได้ แม้จะโดนกระสุนไปหลายนัด แต่เขาก็ไม่เสียชีวิตในทันที แต่ไปเสียชีวิตจากอาการเลือดตกในหลังจากรับการรักษาในโรงพยาบาลได้หลายวัน กลายเป็นตำนานไร้ชีวิตของชาวฮิพฮอพไปในปี 1996 ทิ้งผลงานไว้ให้เป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นหลังได้ศึกษา

และในระหว่างการแสดงของ Dr. Dre และ Snoop Dogg ใน Coachella ปีนี้ เมื่อไฟมืดลง ร่างของ Tupac ก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาบนเวทีท่ามกลางเสียงฮือฮาของแฟนเพลง เขาก็ทักทายทั้งเพื่อนและแฟนเพลง เล่นเอาเฮกันทั้งหมด ก่อนที่จะเริ่มแร๊พในเพลง Hail Mary และ Gansta Party ร่วมกับ Snoop Dogg อย่างเมามันราวกับมีชีวิตอยู่ ก่อนที่จะมีแสงวาบและหายตัวไปพร้อมกับแสงนั้น

tupac-snoop-dogg-coachella

แต่เพียงเท่านั้น ก็เป็นการแสดงที่เล่นเอาพาดหัวข่าวไปทั้งหมด ถึงขนาดที่ศิลปินคนอื่นอย่าง Patrick Carney จาก The Black Keys ยังแอบแซวว่า จอห์น ฟอกเกอร์ตี้ ที่มาร่วมแสดงน่ะ เป็นตัวจริงนะ ไม่ใช่โฮโลแกรม

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว Tupac ที่เราได้เห็นบนเวที ไม่ใช่โฮโลแกรมครับ ไม่เหมือนกันที่น้องฟิล์มบ้านเราเคยจัดแสดงโดยใช้โฮโลแกรมฉายไปบนควัน แต่เป็นเทคนิคที่เรียกว่า Pepper’s Ghost ซึ่งเก่าแก่ไม่น้อย เป็นการฉายภาพลงไปบนพื้นผิวสะท้อน และ ให้ภาพสะท้อนขึ้นมาบนฉากรับกึ่งโปร่งแสง ซึ่งปัจจุบันใช้ Mylar ทำมุมเอียง 45 องศา จึงได้ภาพเหมือนจริง กึ่งโปร่งแสง และศิลปินคนอื่นก็สามารถเข้าใกล้ได้ แม้จะไม่ใช่ของใหม่ และศิลปินดิจิตอลอย่าง Hatsune Miku ก็เคยใช้เทคนิคนี้แสดงคอนเสิร์ตมาแล้ว แต่ต้องยอมรับว่างานนี้ ทำออกมาได้เนี้ยบมากๆ และแม้จะแสดงแค่สั้นราว 5 นาที แต่พวกเขาก็ต้องใช้เงินไปถึง 400,000 เหรียญเลยทีเดียว แต่ก็ทำออกมาได้สมใจแฟนเพลงครับ

จริงๆแล้ว งาน Coachella ปีนี้ มีการแสดงดีๆไม่น้อย และการรียูเนี่ยนของวงในตำนานอย่าง At The Drive-In ที่ออกงานเทพชุดเดียวแล้วแยกวง หรือ ตำนานของ Brit Pop อย่าง Pulp ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ทั้งหมด ก็โดนเทคโนโลยี ที่นำเอา Tupac กลับมาจากความตาย กลบข่าวซะเงียบหมดเลยครับ