Showing posts with label Politic. Show all posts
Showing posts with label Politic. Show all posts

Thursday, August 1, 2013

นายกปู ญี่ปุ่น รังไข่แก่ และ หาสามี

เมื่อวานมีประเด็นเรื่อง ปกนิตยสารญี่ปุ่นที่นายกไปโผล่ พาดหัวว่า "รังไข่แก่ และการหาสามี" แพร่ไปทั่วเน็ต ซึ่ง ถ้าคนแปลอย่างนั้นไม่มีความรู้เรื่องภาษาที่ดี ก็ไม่แปลกอะไรล่ะครับ มาดูดีกว่าว่า จริงๆแปลว่าอะไร (เอาจริง รังไข่แก่และการหาสามี มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลยด้วย)

547688_617783024921541_1682214318_n
พาดหัวญี่ปุ่นคือ 卵子の老化と婚前「卵活」ความหมายจริงๆก็ตามนี้ครับ

Monday, February 13, 2012

SOPA and ACTA จุดเริ่มต้นของการล่มสลายของอินเตอร์เน็ต

Technorati Tags: ,,

หลังปีใหม่ไม่นาน ผมก็ต้องขอออกนอกเรื่องเลย แต่ก็ไม่ถือว่านอกมาก เพราะว่าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวพันกันกับวงการเพลงเหมือนกัน นั่นก็คือเรื่อง SOPA หรือ Stop Online Piracy Act หรือ ร่างรัฐบัญญัติหยุดยั้งการละเมิดลิขสิทธ์ออนไลน์

ทำไมผมต้องเขียนเรื่องนี้ ทั้งๆที่ไม่ใช่แนวถนัด ก็เป็นเพราะว่า จากนี้ไป โลกของการใช้งานอินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถ้าหากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบโดยสภาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งร่างดังกล่าวถูกเสนอโดยส.ส. ลามาร์ สมิธ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งอำนาจของมันคือ

internet-memes-scumbag-senator

“ร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวจักให้อำนาจกระทรวงยุติธรรม (Department of Justice) และผู้ถือลิขสิทธิ์ ร้องขอให้ศาลสั่งปราบปรามบรรดาเว็บไซต์ที่ถูกกล่าวหาว่าจัดให้มีหรือส่งเสริมการละเมิดลิขสิทธิ์, สั่งห้ามบรรดาเครือข่ายโฆษณาออนไลน์หรือเครือข่ายช่วยรับชำระหนี้ออนไลน์ เป็นต้นว่า เพย์แพล (PayPal) คบค้าหากินกับเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์, สั่งห้ามโปรแกรมค้นหา (search engine) เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์เหล่านั้น และสั่งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้สะกัดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์เช่นว่า ร่างรัฐบัญญัตินี้ยังกำหนดให้การเข้าถึงโดยมิได้รับอนุญาตซึ่งข้อมูลละเมิด ลิขสิทธิ์เป็นความผิดอาญาอุกฉกรรจ์ ทั้งยังให้ถือว่า การใด ๆ ที่บรรดาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตกระทำไปเพื่อต่อต้านเว็บไซต์ละเมิด ลิขสิทธิ์ ไม่เป็นความผิดและไม่อยู่ในความรับผิดทุกประการ แต่ให้ผู้ถือลิขสิทธิ์ที่เจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า เว็บไซต์ใดมีส่วนละเมิดลิขสิทธิ์ ต้องรับผิดทางแพ่งต่อเว็บไซต์นั้น” ซึ่งสรุปง่ายๆคือ เว็บไหนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดลิขสิทธ์ ก็สามารถถูกปิดได้โดยง่ายกว่าเดิมมาก และตัวร่างนี้เองเปิดกว้างให้ตีความให้เข้าข่ายการละเมิดได้ง่ายมาก

Wednesday, October 19, 2011

จาก “FWD Mail” สู่ “กดแชร์” และ “รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไปแต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

จริงๆแล้ว ถ้าใครตามอ่านบล๊อกนี้มาตลอด ก็คงจะเข้าใจว่า นี่เป็นบล๊อกเกี่ยวกับดนตรีเป็นหลัก เพราะเป็นการรวมงานเขียนของผมที่ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฮบับวันจันทรฺ์ แต่นานๆที ก็คงต้องเขียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องบ้าง เพราะว่า ถ้าไม่ คงไม่ไหวเหมือนกันครับ
ในยุคสมัยที่การใช้อินเตอร์เน็ตเริ่มตั้งไข่ในบ้านเรา สิ่งแรกๆที่ทุกคนเห่อที่จะมีคือ อีเมล ของตนเอง ซึ่งผมเองเมื่อยังเป็นละอ่อนในมหาวิทยาลัย ก็สมัครเมลไว้ใช้กับเขาเหมือนกัน แต่ในตอนนั้น ไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนัก เพราะว่า ยังไม่ได้มีการสื่อสารผ่านทางเมลอะไรนัก และ เมลบ๊อกซ์ของฟรีเมลอย่าง Hotmail ตอนนั้น ยังแค่ 2 เม็ก ย้ำ 2 เม็ก นะครับ เด็กรุ่นนี้คงคิดแทบไม่ออก เพราะว่า ทำอะไรแทบไม่ได้เลย จริงๆ ถ้าส่งแต่เมลเท็กซ์น่ะ มันไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่เมื่อกระแสเมลลูกโซ๋ หรือ Forward Mail เริ่มแพร่กระจาย มันก็ทำให้เรามีความจำเป็นต้องพยายามลบเมลบ่อยๆ ไม่งั้นเมลจะเต็ม และเด้งไป ถึงขนาดที่ เจ้าแม่เมลลูกโซ่ชื่อดังในตอนนั้นอย่าง ลูกแก้ว ยังมีสโลแกนว่า ล้างเมลบ๊อกซ์ให้ดี เพราะว่า เราจะระเบิดเมลบ๊อกซ์ของคุณแล้ว
แม้ในช่วงแรก เนื้อหาที่ส่งเวียนกันไปมา ฮาๆบ้าง ภาพโป๊บ้าง แต่เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มมีความแตกแยกทางความคิด ผมก็มักจะได้รับเมลจากเมืองไทยเสมอๆ (ตอนนั้นยังเรียนอยู่ญี่ปุ่นครับ) ซึ่งเนื้อหาก็โจมตีพี่หน้าเหลี่ยมอันเป็นที่รักยิ่งของหลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเลวเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องจาบจ้วง ผมเองก็งงว่า ไปเอามาจากไหนกันวะ เยอะขนาดนั้น ออกมาเป็นชุดยังกับพงศาวดาร มาไม่เบื่อ แต่สุดท่ายคือ ไม่เคยเจอต้นตอ แบบนี้ จะเรียกว่า บัตรสนเท่ออนไลน์ก็ได้ครับ
พอยุค Social Media บูมมากๆ (ผมขอนับยุค Facbook ที่เริ่มประมาณช่วงปี 2552 นะครับ เพราะตัวก่อนหน้าอย่าง Hi5 หรือ MySpace ยังไม่มีศักษภาพด้านการแชร์สารพัดพอ) คนไทยเริ่มใข้ Facebook เยอะขึ้นมาก จนแทบเดือดในช่วงเหตุการณ์ พฤษภาคม 2553 รวมไปถึง Twitter ที่โด่งดังได้เพราะพี่เหลี่ยมอีกนั่นล่ะครับ (หรือไม่จริง)
ทั้งสองตัวมีฟังชั่นที่คล้ายกันอยู่คือ การแชร์ในเฟซบุ๊ค และการ รีทวีตในทวิตเตอร์ ที่สามารถแบ่งปันข้อมูลทีเราอยากแบ่งได้อย่างรวดเร็ว และ แท่นแท้น Forward Mail หายไปเลยครับ กลายเป็นกดแชร์ และรทวีตกันอย่างสะดวกสบาย จนเรียกได้ว่า แทบไม่ต้องใช้สมองกัน ใช้ไขสันหลังในการแบ่งปัน ไม่ต้องคิดหาที่มาของสิ่งที่เราแบ่งปัน จนกลายเป็นเรื่องราวปัญหาที่ผมอยากเอามาเขียนในรอบนี้
กรณีที่ 1 พระราชดำรัสของในหลวงเรื่อง ปล่อยให้น้ำท่วมสวนจิตลดา

"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"
เป็นข้อความที่เป็นที่ฮือฮา และปลาบปลื่ม ของชนชาวไทยทัังหลายในโลกไซเบอร์ และถูกส่งต่อเป็นอย่างมาก กระทั่งคนดัง ก็ยังรีทวีตกันไปต่อ แต่ผมเอง รู้สึกแปลกใจที่ว่า ข้อความดังกล่าว ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีบริบท ไม่มีในข่าวในพระราชสำนัก จนงงว่า มากจากไหน จนในที่สุด ความจริงขั้นแรก ก็กระจ่างว่า
สุดท้าย ก็กลายเป็น “พระราชดำรัสปลอม” กุขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป และครั้งนี้ ผมตกใจมากที่ สำนักพระราชวังถึงต้องออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นได้เลยว่า ทางวังเองก็ลำบากใจเช่นกัน ผมขอบอกตรงๆครับว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นการดึงฟ้าต่ำอย่างแท้จริง แม้คุณจะบอกว่า ทำด้วยความรัก แต่สิ่งที่คุณทำ มันยิ่งทำให้ระคายเคืองเบื้องสูงขึ้นไปอีก ซึงบางแท่านถึงแสดงความเห็นว่า ในยุคสมูบรณาญาสิทธิราช หากคุณอ้างคำพูดของกษัตริย์ขึ้นมาลอยๆ โดยมิได้เป็นความจริง คุณสามารถถูกประหารชีวิตได้ด้วยซ้ำ (โดยคุณ @tumbler_p) ซึ่งเมื่อคิดจริงๆแล้ว ก็เป็นไปได้ เพราะการกระทำเช่นนี้ เราไม่อาจบอกเจตนาที่แน่ชัดได้ว่า คิดอะไรอยู่ ใครคิดจะแชร์ ก็คิดให้ดีก่อนเถิดครับ
กรณีที่ 2 สมเด็จพระเทพทรงออกช่วยประชาขนที่ประสบภัยอย่างเงียบๆ

เรื่องนี้ ผมหากระทู้ต้นตอไม่ได้ จึงต้องขออาศัยความจำเป็นหลัก โดยที่ เรื่องที่เกิดมีรายละเอียดประมาณนี้ครับ
75759
“สมเด็จพระเทพทรงออกช่วยประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นการส่วนตัว จึงมิได้เป็นข่าว แม้กระทั่งข่าวในพระราชสำนัก”

ซึ่ง ก็เป็นภาพและข้อความที่ได้รับการแชร์วนไปมาไม่น้อย ซึ่ง ผมเองก็คิดว่า ไม่แปลกอะไร เพราะเรามักจะได้อ่านเรื่องราวของท่านในลักษณะนี้อยู่เสมอ (เช่นใน Fwd Mail ที่ส่งกันไปมาหลายครับ) และครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้ง ที่ท่านทรงภารกิจเป็นการส่วนพระองค์ แต่ที่ผมงงคือ แล้วผุ้ที่เอามาแชร์ ทราบได้อย่างไร และ ทำไมถึงมีภาพ

เรื่องราวมาถึงบางอ้อ เมื่อ ภาพที่ว่า มากจากที่นี้เองครับ

พระเทพโปรดเกล้าฯ พระราชทานพันธุ์ข้าว แจกจ่ายให้เกษตรกร

จริงๆแล้วเป็นภาพข่าวจากปีก่อน ที่ท่านทรงพระราชทานพันธุ์ข้าว กลายเป็นว่า ภาพกับเนื้อหา เป็นคนล่ะเรื่องไป ลดความน่าเชื่อถือของข้อมูลไปครึ่งหนึ่ง และยิ่งไม่มีข่าวอย่างเป็นทางการ เราเองก็ไม่สามารถบอกอะไรได้เลย กลายเป็นอีกครั้งที่ เราแชร์ข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้  หวังว่า ครั้งนี้ คงจะไม่ไประคายเคืองเบื้องสูง ถึงกับสำนักพระราชวังต้องออกมาแถลงข่าวอีกนะครับ

กรณีที่ 3 กรณียิ่งลักษณ์ขี้เมา

กรณีนี้ เป็นอีกด้านหนึ่งของโลกออนไลน์ครับ จะว่าเป็นด่านมืดก็ว่าได้ โดยต้นตอมาจาก ภาพๆนี้ครับ
1_426459421

โดยมีการบรรยายประกอบว่า นี่คือภาพนายกยิ่งลักษณ์ ยกเหล้ากรอกปากสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย และด่าสาดเสียเทเสีย

จริงๆแล้ว ถ้าเป็นเรื่องในอดีต ผมว่า มันไม่ใช่เรื่องอะไรเลยนะครับ ประธานธิปดีอเมริกาอย่างโอบาม่ายังยอมรับว่าพี้กัญชาสมัยเรียนเลย คนครับ อายุน้อย ทำอะไรก็มีโอกาสพลาด แต่ ประเด็นมันไม่ใช่ตรงนั้นครับ

นี่คือตัวอย่างของ Hate Speech โจมตีเรื่องส่วนตัวของบุุคคลสาธารณะ โดยใช่วิธีการใดก็ได้ที่จะสร้างความน่ารังเกียจให้เกิดกับบุคคลดังกล่าว และอีกประเด็นคือ นี่คือ นายกยิ่งลักษณ์ในอดีตหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ และที่มาคือ ลิงค์นี้ครับ คลิก มันคือภาพจากเว็บรวมภาพสาวฟิลิปปินส์ ซึ่งหยิบมาภาพเดียวที่ดูคล้ายนายก (ดูที่เหลือสิครับ เหมือนมั้ย) และเอามาโจมตี ทั้งๆที่ไม่ใช่เจ้าตัวเลยแท้ๆ นี่คือตัวอย่างของการใช้วิธีสกปรกสาดเสียเทเสียบุคคล โดยไม่ได้คิดเลยว่า วิธีที่ตัวเองใช้นั้นคือ อวิชชา ที่สกปรกจริงๆ แน่นอครับว่า คนทำก็รู้ตัวอยู่แก่ใจว่า กำลังโกหกอยู่ แล้วคุณล่ะครับ จะร่วมขบวนคนโกหกไปกับพวกเขาหรือไม่

กรณีที่ 4 ทำเป็นหน้าเศร้า แต่ที่แท้ ก็ระรื่นเฮฮา


กรณีนี้ ก็กำลังมาแรงครับ โดยบอกว่า ดูนายกสิ ทำเป็นลุยงานหนัก แต่เอาเข้าจริงๆ ก็กระดี้กระด้า ไม่ได้มาสามัญสำนึก (ดูรูปประกอบ)

1968-33724

จริงๆแล้ว รูปนี้ ถ้าใช้สมองคิดซักหน่อย ไม่ได้ถูกบังตาโดยความเกลียดชัง จะสังเกตได้ว่า
1. พื้นที่่เป็นป่า ไม่น่าจะใช้พื้นที่ประสบภัยตอนนี้
2. ชุดที่ใส่ ไม่ใช่ชุดที่ใส่เป็นปกติในตอนรับตำแหน่ง แต่ดุคล้ายตอนหาเสียง
3. เวลาขึ้นฮ.สั่งงาน ปกติจะเป็นเครื่องขนาดใหญ่ ที่นั่งคุยแผนงานได้มากกว่าเครื่องขนาดเล็กที่ต้องนั่งติดเก้าอี้แบบนี้ 

ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ ค้นหาซักหน่อย ก็เจอครับ คลิก ว่าเป็นภาพตั้งแต่สมัยหาเสียง และไปถ่ายที่เชียงใหม่นู่นครับ แต่ชมรมคนเกลียดก็ด่ามันปากไปล่ะ

จาก 4 ตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็น ทำให้เข้าใจได้เลยว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราไม่เคยคิด ไม่เคยตรวจสอบ แชร์ หรือ รีทวีต แบบอัตโนมัติ ไม่ต่างจากการทำงานของกล้ามเนื้อแบบรีเฟลกซ์ ผ่านแต่สันหลัง ไม่ผ่านสมอง มันมีแต่จะทำให้เสียกับเสียครับ

จริงๆ เรื่องภาพนี่ เทคโนโลยีใหม่ของอากู๋ กูเกิ้ลอย่าง Search by Image ของ Google Image มันเทพมากนะครับ แค่ลากรูปที่เราอยากรู้ว่ามาจากไหน ไปใส่ใน Searchbox ก็เจอแล้ว ดังนั้น ลองหาดูเองมั่งก็ได้ครับ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของ “นักขุดรูปเก่า เล่านิทานลวง” ได้ครับ และที่สำคัญ

“โปรดมีสติและค้นหาความจริงก่อนแชร์หรือรีทวีต”
*ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากคุณ @jj_sathon จากเว็บ www.go6tv.com


ปล. ผู้เขียนใช้ Facebook ในการติดต่อกับเพื่อนเป็นหลัก ถ้าต้องการติดตาม ที่ twitter.com/souljackaz ดีกว่าครับ

Thursday, September 1, 2011

ความเป็นกลางของสื่อมวลชน

Technorati Tags: ,,
กระแสเรื่องราวต่างๆที่เกิดในวงการสื่อตอนนี้ โดยเฉพาะกับมติชน ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องหา ความเป็นกลาง ของ สื่อมวลชน ออกมาให้ได้ยิน
ส่วนตัว ผมบอกตรงๆครับว่า จะบ้าเหรอ ตราบใดที่เป็นคน มันไม่มีทางเป็นกลางได้หรอกครับ แล้วต่อให้เป็นกลางจริงๆ ก็ยังต้องมีคนด่าอยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ ดูพระพุทธจ้าสิ ตลอดชีวิตท่านยังมีมารผจญออกมากระแนะกระแหนอยู่เรื่อยๆไม่ใช่เหรอ
13144622511314462715l
ตราบใดที่สื่อมวลชน ยังเป็นคนอยู่ มันจะเป็นกลางได้ยังไงล่ะครับ ขึ้นชื่อว่าเป็นคน เวลาเขียน เวลาทำอะไร มันก็ต้องมีความคิดความอ่านของตัวเองเข้าไปอยู่แล้วล่ะครับ ถ้าจะเป็นกลางจริงๆ ก็รายงานมันทื่อๆ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เท่านั้น แล้วแมวที่ไหนมันจะรับสื่อน่าเบื่อย่างนั้นล่ะครับ

Wednesday, May 18, 2011

โหวตโน เพื่อชาติ?

เราจะแก้ปัญหา และพัฒนาการเมืองไทยได้อย่างไร

พรรคสีฟ้า ซื้อเสียง เนรคุณ ขายชาติ ทำงานไม่เป็น พายเรือให้โจร

พรรคสีแดง ซื้อเสียง คอรัปชั่นอย่างมโหฬาร เผาบ้านเผาเมืองทำลายระบอบการเมือง ขายชาติ ล้มล้างสถาบัน

พรรคสีน้ำเงิน ซื้อเสียง คอรัปชั่นมโหฬาร กลิ้งกลอก ไม่มีจุดยืน ขายชาติ

สรุปแล้ว ไม่มีพรรคใดที่ดีพอที่จะเลือกให้เข้ามาบริหารประเทศได้

ถ้าเราลงคะแนนเสียง ให้พรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะใช้เป็นข้ออ้างว่า ประชาชนเลือกมา

ดังนั้น เราจงพร้อมใจกัน ไปลงคะแนนเสียง แต่กาในช่อง ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเสียง ถ้าคนที่กาไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ไม่สามารถอ้างได้ว่า ประชาชนมอบความไว้วางใจให้บริหารประเทศ ดังนั้น แม้ว่าได้เป็นรัฐบาล หากทำงานไม่ดี เรามีสิทธิ์ขับไล่ เพราะคุณเข้ามา เพราะเหลือเดนต่างหาก ใครจะเป็นรัฐบาลต้องปรับปรุงตัวให้ดี

ดังนั้น การจะแก้ปัญหาและพัฒนาการเมืองไทย ต้องโดยการไปเลือกตั้ง แต่กาในช่อง ไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียงให้ใคร การเมืองไทยจึงจะพัฒนาไปได้

ถ้าเห็นด้วย ช่วยกันส่งจดหมาย อีเมล์ โทรศัพท์ บอกต่อ กระจายความคิดนี้ ไปให้ญาติ คนรู้จัก เพื่อนหรือทุกทางที่จะทำได้ เพื่อให้ประเทศไทย ไม่ต้องจมอยู่ในปลักแห่งความชั่วร้าย ที่เกาะกินประเทศไทยมาแสนนาน เสียที

ข้อความข้างบน คือเมลที่ผมได้รับมา โดยไม่ทราบว่า คนส่งทราบเมลผมได้อย่างไร แต่ที่ผมสงสัยกว่าคือ มันมีคนที่คิดแบบนี้ แล้วยังกล้าเรียกตัวเองว่า “คนรักประขาธิปไตย” ตามชื่อของเจ้าของเมลอีกหรือ

 

สิ่งที่ผมต้องการบอกคือ ตรรกะที่เห็นนี้มันคือตรรกะวิบัติเข้าขั้นร้ายแรง และไม่ต้องสงสัยว่า ใครคือเจ้าของตรรกะนี้ที่ชูธง Vote No นี้มาตลอด พวกเขาคือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่เราคุ้นกันในนาม เสื้อเหลือง นั่นเอง

 

ที่ผมเรียกว่าตรรกะวิบัติ เพราะว่า มันคือการตู่เอาคะแนนแบบหน้าด้านๆ ในตอนแรกที่พวกเขาตั้งพรรค การเมืองใหม่ ขึ้นมา ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขายอมเข้ามาสู่ระบบตามครรลองของคนที่พัฒนาแล้ว เข้ามาสู่วงการการเมือง โดยที่จะได้เห็นชัดเจนเลยว่า ประชาขนสนับสนุนพวกเขาแค่ไหน ไม่ใช่เอาจำนวนคนที่ไปประท้วงตามจุดต่างๆมาเป็นยอดคนสนับสนุน การนับคะแนนเสียงจะทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า คนจำนวนเท่าไหร่ที่สนับสนุนพวกเขา ซึ่งผลก็ชัดเจนในการเลือกตั้งสมาชิสภากรุงเทพและสมาชิกสภาเขตที่ผ่านมา ที่พวกเขาไม่ได้แม้แต่เก้าอี้เดียว แต่ยังประกาศว่าเป็นชัยชนะ ได้รับคะแนนเสียงถึงแสนกว่า แต่ความวิบัติมันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมติของผู้นำพันธมิตรสรุปว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหลังยุบสภา สกปรก ไม่เห็นด้วย ต้องพักระบบปัจจุบันเพื่อล้างระบบซัก 5 ปี และค่อยกลับคืนเหมือนเดิมอีกที และเกิดการแตกเสียงกันเอง ระหว่างกลไกส่วนที่เป็นพรรคการเมือง กับส่วนที่เป็นผู้ชุมนุมประท้วง สุดท้ายแล้ว ก็สรุปลงว่า จะไม่ลงเลลือกตั้ง และรณรงค์ โหวตโน แทน

 

และนั่นคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นตรรกวิบัติจริงๆ แต่เดิม ผมอาจจะเบื่อนักการเมือง มองไป มันไม่เห็นมีคนไหนน่าเลือกเลย ผมก็คงจะเบื่อ เซ็ง และเมื่อเดินเข้าคูหา กาไม่ออกเสียง หรือ โหวตโน นั่นเอง แต่ทีนี้ พอพวกคนเหล่านี้ออกมาบอกว่า เบื่อนักการเมือง มาโหวตโนกันเถอะ เพื่อเอาคืนนักการเมือง ทีนี้ เสียงที่ผมโหวตโนไป ก็จะกลายเป็นเสียงของคนเหล่านี้ และเป็นข้ออ้างให้คนเหล่านี้ออกมาก่อปัญหาอีก นี่คือการตู่เอาคะแนนกันหน้าด้านๆ จากตัวเลือกสุดท้ายของผม กลับกลายเป็นว่าถูกพวกตรรกะวิบัตินี้ยึดไปเป็นคะแนนเสียงเสียฉิบ แม้ผมไม่ได้คิดว่านักการเมืองดีที่สุด แต่ผมเบื่อกับสิ่งนอกระบบเหล่านี้ยิ่งกว่าหลายเท่า ไม่ต่างอะไรกับอีแอบบที่มายึดเอาเสียงของคนอื่น ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับตัวเองไปเสียอย่างนั้น แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน บางที การออกมาประกาศอย่างนี้ อาจจะทำให้คนที่เบื่อพวกนี้ กลายเป็นต้องเลือกนักการเมืองที่ตนเองเกลียดน้อยที่สุดไปเสียด้วยซ้ำ หรือไม่ก็ คนที่ไม่อยากเลือกหอกหักอะไรเลย คงเหลือทางเลือกแค่ ไปยืนฉีกบัตรหน้าคูหา ซึ่งถ้าไม่ได้เป็นอ.มหาวิทยาลัยดัง หรือคนที่เป็นที่รู้จักพอ เป็นตาสีตาสา ก็คงโดนจับไป อีกทางเลือกคือ ช่างหัวมัน นอนอยู่บ้านซะ (ไม่นับการลาออกจากความเป็นคนไทย ไปหาสัญชาติอื่นตามสะดวก)

 

แต่แว่วๆมาว่า พวกคนหน้าด้านเหล่านี้ นอกจากตู่เอาเสียงของคนกลุ่มที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้แล้ว พวกเขายังจะมาใช้ตรรกวิบัติที่เหนือล้ำไปกว่าอีก ด้วยการบอกว่า โนโหวต เท่ากับ โหวตโน เอ่อ ไม่รู้ว่ามันจะหน้าด้านกันไปถึงไหน แต่ตู่เอากลุ่มก่อนหน้านี้มา ก็ว่าบัดซบแล้ว ยังจะมีหน้ามาตู่เอาคะแนนเสียงจากคนที่ไม่ได้ไปเลือกตั้งอีกต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่า ดูจากประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมาของบ้านเรา ยังมีส่วนของคนที่ไม่ออกไปเลือกตั้งอีกมาก ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้อีก คะแนนที่หายไปพวกนี้ ก็จะกลายเป็นคะแนนสนับสนุนพวกนักฉวยโอกาสเหล่านี้ไป กลายเป็นว่า ถ้าคุณป่วย คุณมีธุระ คุณมีเหตุอันใดที่จะทำให้ไปออกคะแนนเสียงไม่ได้ กลายเป็นว่า พวกคุณกำลังสนับสนุนตรรกวิบัติ ที่มาตู่เอาคะแนนเสียงของคุณไปหน้าด้านๆ แบบที่คุณไม่มีสิทธิ์ทำอะไร นอกจาก พยายามออกไปเลือกใครสักคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้น พวกนักฉวยโอกาสเหล่านี้ จะนำเอาคะแนนเสียงของคุณไปสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง ล่าสุด ก็มีการเคลื่อนไหว กาสองเบอร์ แทน โหวตโน เพื่อที่จะเลี่ยงคนพวกนี้ หวังว่า พวกฉวยโอกาสจะไม่มาอ้างเอาคะแนนแบบหน้าด้านๆไปอีก

 

บางท่านก็คงจะบอกว่า ก็เบื่อนักการเมือง นักการเมืองเลวหมด แล้วจะไปเลือกทำไม ผมอยากถามกลับว่า คุณมีคะแนน คุณมีอำนาจในมือ ทำไมไม่ใช้มันล่ะ มันส่งผลวันนี้ สักวัน มันก็ต้องส่งผล ระบอบประชาธิปไตย มันต้องค่อยๆพัฒนาไป จะมีล้มบ้าง สะดุดบ้าง แต่ก็พัฒนาขึ้นไป คุณแน่ใจได้ไงว่า เหล่าคนดี ที่พวก พธม. อ้างกันนักหนา เขาจะดีจริง คุณจะเอาอะไรมาเป็น พารามิเตอร์วัดความดีได้ แล้วคุณแน่ใจเหรอว่า คนที่ดี จะดีต่อคุณด้วย อย่าลืมว่า กลุ่มคนที่เรียกร้องหาคนดีเหล่านี้ กำลังสับเกลอเก่าที่เคยร่วมรบร่วมยึดสนามบินกันมาเสียด้วยซ้ำ สับอย่างไม่ยั้ง พูดง่ายๆคือ ใครเห็นต่างกู เลวหมด สหายเก่า ก็ยังถูกถากถาง เอามาประจาณ หยามเหยียด แน่ใจแล้วเหรอว่า นี่คือคนที่คุณคิดว่าดี ไร้กิเลส มีวุฒิภาวะ และอยากให้มาปกครอง มันไม่ต่างอะไรกับระบอบฟาซซิสม์หรอกครับ คือ ท่านผู้นำถูกคนเดียว คิดต่าง ยิงทิ้ง

 

แม้คุณจะเบื่อนักการเมือง มองว่ามันเลวกันนักหนา แต่อย่าลืมว่า นักการเมืองทั้งหลาย มันก็คนไทย มีพ่อมีแม่ หลุดจากมดลูกคนไทยเหมือนกัน มันไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษ หลุดมาจากไหนกัน คนไทยเหมือนกัน แทนที่จะหันหลังให้ คุณควรใช้อำนาจในมือของคุณ กำหนดทิศทางของประเทศ ต่อให้คุณแพ้ คุณก็ยังมีโอกาสลุกขึ้นมาสู่ใหม่ กลับไปเลือกตั้งกันอีก ไม่ใช่ระบบที่คุณเลือกไม่ได้ หรือถ้าคุณคิดต่าง มีคุกหรือกระสุนที่รอคุณอยู่ ระบอบประชาธิปไตย คือระบอบที่เลวน้อยที่สุด เป็นระบบที่คุณมีโอกาสมีส่วนร่วมมากที่สุด คุณควรจะใช้อำนาจในมือของคุณ ทำให้สิ่งที่ควรทำ อย่าปล่อยให้เสียงของคุณไปสร้างความชอบธรรมให้กับนักฉวยโอกาสเหล่านี้