Monday, July 11, 2011

Bon Iver ล่องลอยไปกับเสียงเพลง

Technorati Tags: ,

คราวนี้ ผมจะขอมาแปลกหน่อย เพราะจะเป็นการแนะนำศิลปินที่ไม่ได้มีผลงานขายในบ้านเรา และไม่ได้โด่งดังอะไรในหมู่คนทั่วไปนักหนา แต่ผมฟังอัลบั้มใหม่ของพวกเขาได้ ได้แต่อึ้ง ทึ่ง และตะลึงในความยอดเยี่ยมของมัน จนต้องขอลัดคิวเอามาเผยแพร่ให้ได้รู้จักกับวงๆนี้ นั่นคือ Bon Iver ครับ

Bon Iver คือวงที่กำเนิดขึ้น โดยมีสมาชิกหลักสำคัญคือ Justin Vernon (จัสติน) เจ้าพ่อนักร้องนักแต่งเพลงโฟลค์ชาวอเมริกัน ที่มีผลงานสารพัดโปรเจ็คต์ (ปีที่แล้วก็พึ่งออกงานอีเล็กโทรนิกส์หลอนๆในนามวง GAYNGS หมาดๆ) โดยสมาชิกที่เหลือทำหน้าที่เล่นเสริมในคอนเสิร์ต นั่นคือ Sean Carey (ชอน กลอง) Michael Noyce (ไมเคิล กีตาร์) และ Matthew McCaughan (แมธธิว เบส)

bon_iver_08

จุดเริ่มต้อนของ Bon Iver คือ การยุบวงเดิมของ Justin ที่ชื่อ DeYarmond Edison ซึ่งเป็นวงแนวโฟลค์ เขาย้ายจากนอร์ธแคโลไลน่า กลับไปวิสคอนซิน และฝังตัวเองอยู่ในกระท่อมในป่า ซึ่งเขาใช้เวลาในนั้นเป็นเวลา 3 เดือน เดิมที่เขาแค่จะเข้าไปเพื่อหาความสงบ และมองย้อนไปในอดีตเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่า เขาสามารถแต่งเพลงวันละ 12 ชั่วโมง และอัดเพลงแบบตามมีตามเกิด หาอุปกรณ์นู่นนี่มาสร้างเสียงต่างๆ จนได้เพลง 9 เพลงที่จะกลายมาเป็นเพลงในอัลบั้มแรกของเขาจนได้

ส่วนชื่อวง Bon Iver นั่น มาจาก การที่เขาได้ดูสารคดี และเห็นคนทักกันเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Bon Hiver ที่แปลว่า Good Winter ซึ่งเขาชอบมันมาก แต่ก็เปลี่ยนเป็น Bon Iver แทนตามความชอบส่วนตัวของเขา

แม้ชื่อวง และตัวเพลงจะพร้อม แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะปล่อยมันออกมาวางขาย เขากะแค่จะใช้มันเป็นงานเดโม ส่งไปตามค่ายเพลง แล้วค่อยมาอัดใหม่อีกทีเมื่อได้สัญญา แต่เมื่อเขาทำออกขายในจำนวนจำกัด ผลตอบรับที่ดี ทำให้เขาได้รับสัญญาจากค่ายอินดี้ Jagajaguwar และทำมันออกวางขายทั้งอย่างนั้นเลย และทำให้เขาได้เรียนรู้อีกว่า เขาไม่ต้องการซาวด์เอ็นจิเนียร์ และ โปรดิวเซอร์ในการทำเพลงเลย เนื่องจาก เขาทำมันเองได้ทั้งหมด

Bon_Iver_3

เมื่อได้สัญญาสมาชิกวงก็ตามมา Sean เข้าติดต่อเขาหลังคอนเสิร์ตโดยบอกว่าร้องและเล่นกลองได้ทุกเพลง Michael คือลูกศิษย์เรียนกีตาร์ของ Justin ส่วน Matthew ก็เจอกันระหว่างทัวร์

ผลงานแรกของเขา For Emma, Forever Ago ออกวางขายในช่วงต้นปี 2008 โดยในยุโรปได้ 4AD ค่ายเพลงระดับเทพเป็นผู้จัดจำหน่าย ซึ่งแม้ตัวงานจะทำยอดขายได้เงียบๆ ไม่หวือหวามาก แต่มันได้รับคำชมจากนักวิชาการเป็นอย่างมาก จนติดชาร์ตอัลบั้มเพลงยอดเยี่ยมแห่งปีของหลายๆสำนักเลยทีเดียว

For Emma, Forever Ago คืองานเพลงโฟลค์สมัยใหม่ ที่ไม่ได้พึ่งพาเสียงกีตาร์โปร่งอย่างเดียว มันเป็นงานเพลงโฟลค์ชั้นยอดเทียบเท่ากับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง Iron & Wine เลยทีเดียว Skinny Love ซิงเกิ้ลแรก คือตัวอย่างของการทำเพลงโฟลค์นิ่มๆประสานไปกับเสียง Falsetto ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วน The Wolves (Act I And II) ก็สร้างบรรยากาศเฉพาะตัวได้เป็นอย่างดี For Emma ซิงเกิ้ลอีกตัว ก็เป็นเพลงโฟลค์เพราะๆสบายๆ ชวนเราขับรถไปตามถนสายยาวเหยียดของเมริกาเป็นอย่างดี

หลังจากงานชิ้นแรกออกวางขาย พวกเขาก็เริมเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น และในปี 2010 เพลง The Wood ที่เป็นเพลงแถมใน EP Blood Bank ถูก Kanye West แซมเปิ้ล ไปใช้ในเพลง Lost in the World และเขายังถูกเชิญไปร่วมแจมในเพลง The Power อีกด้วย ทำให้ Bon Iver (Justin Vernon) เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ก่อนจะถูกดึงไปเข้าค่ายเพลง Good Music ของ Kanye

bon-iver-sasquatch-festival-2009--large-msg-124339759964

และในปีนี้ เขาก็ออกงานใหม่ ชื่อ Bon Iver, Bon Iver ซึ่งเป็นงานที่แตกต่างไปจากงานชุดเดิมมาก จากงานที่เป็นเรื่องราวส่วนตัวของเขา อัลบั้มนี้ เขาเลือกเดินทางผจญภัยไปเพื่อค้นหาเสียงใหม่ๆ เขาเลือกใช้ Auto-Tune เพื่อสร้างเสียงใหม่ๆ (แบบในเพลง The Wood) รวมไปถึงการรับความช่วยเหลือจากนักดนตรีหลายราย จนแทบไม่เหลือคราบเดิมเลย แค่เพลงเปิด Perth มันคือการรบกันของเสียงต่างๆ ตั้งแต่กีตาร์ที่ค่อยๆร้อยเรียงทำนองขึ้นมาก กลองที่กระหึ่ม ยังมีเสียงทรัมเป็ตเข้ามาร่วมรบอีก เป็นการผสมผสานที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เขากลับทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เหมือนกับเตือนเราว่า จากนี้ เราจะได้ท่องเข้าไปในมิติอันแปลกประหลาดของเสียงต่างๆ

เพลงต่างๆในอัลบั้มร้อยเรียงและผสมผสานกันไปได้เนียนอย่างไม่น่าเชื่อ และทุกเพลงจะเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆเสมอ Minnesota, WI ก็เป็นเพลงที่ลึกลับด้วยเสียงประสานต่างๆ จุดพีคของอัลบั้มคงต้องยกให้เพลง Calgary ที่เหมือนกับการนำเอาเพลง AOR จากยุค 80 มาทำให้ให้ทันสมัยขึ้น บวกกับบรรยากาศเฉพาะตัวของมัน ทำให้ได้เพลงที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างกับ Midlake เลยทีเดียว ก่อนจะปิดอัลบั้มด้วย Beth/Rest ที่เล่นกับบรรยากาศอย่างเต็มๆเลยทีเดียว และ Bon Iver, Bon Iver ก็กลายเป็นงานที่ได้รับทั้งเงินทั้งกล่อง เพราะนอกจากยอดขายที่ยอดเยี่ยมแล้ว นักวิจารณ์ส่วนมากยังให้คะแนนมันสูงมากด้วย

แม้ Bon Iver จะเป็นเพียงหนึ่งในโปรเจ็คต์สารพัดของ Justin Vernon แต่จากความสำเร็จครั้งนี้ คงจะทำให้เข้าขยันออกงานในชื่อนี้มากขึ้นล่ะครับ

Monday, July 4, 2011

The Lonely Island บ้าแบบไม่ต้องคิด

Technorati Tags: ,

ตอนที่ท่านอ่านคอลัมน์นี้ เราคงทราบผลเลือกตั้งกันแล้วนะครับว่า ตกลงผลมันออกมาเป็นยังไง แดงทั้งแผ่นดินมั้ย หรือจะได้ฝาแฝดอินจันกลับมา หรือจะได้เฮียหูกางมาจิบไวน์ปรองดอง หรือจะได้เห็นเขียวทั้งแผ่นดินแทน ผมเองกำลังนั่งเขียนอยู่ ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าจะเป็นไง แต่ก็ขอบอกตามตรงว่าลุ้นสุดตัวเหมือนกันครับ ผมไม่คิดว่ามันจะเรียบร้อยได้ง่ายๆหรอกครับ แต่ผมคิดว่า อย่างน้อย การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้อะไรได้หลายๆอย่าง และเป็นมาตราฐานให้เรากันเองทราบว่า จริงๆแล้วเราคิดอย่างไรกันแน่ ก็หวังว่าทุกๆท่านจะทำใจ รับผลเลือกตั้งได้ แม้ไม่ได้คนที่รักหรือพรรคที่ชอบ และไม่ก่อปัญหาเพิ่มนะครับ ส่วนตัวผม วันเครียดๆแบบนี้ ผมเองก็คิดอยู่ว่าจะเขียนเรื่องอะไร พอดีมานั่งเปิด MV ใน Youtube ดู ก็เจอวงสุดฮาวงโปรดอย่าง The Lonely Island มาคลายความเครียดให้ เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

Incredibad-Wallpaper-the-lonely-island-4066737-1600-1200

บางทีเราจะเรียก The Lonely Island ว่าวงดนตรี ก็คงเรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะจริงๆแล้ว พวกเขาน่าจะถูกเรียกว่านักแสดงตลกซะมากกว่า (นึกถึงเพลงกินตับเขาไว้) เพราะพวกเขาประจำอยู่ที่รายการ Saturday Night Live รายการตลกชื่อดังของอเมริกาที่สร้างดาราตลกรุ่นพี่มานับไม่ถ้วนอย่าง Adam Sandler หรือ Mike Myers และ The Lonely Island มีสมาชิกหลัก 3 คนคือ Adam Samberg (อดัม) Kiv Schaffer (คิฟ) และ Jorma Taccone (จอร์ม่า) ซึ่งพวกเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยม และหลังจากพยายามไปแคสต์งาน พวกเขาก็ได้งานโอกาสที่รายการ SNL โดย Adam ถูกดึงเข้าไปก่อนในฐานะนักแสดง และเพื่อนอีกสองคนจึงถูกดึงตัวตามไปเป็นนักเขียน

พวกเขาเริ่มสร้างชื่อด้วยการถ่ายทำ MV เพลงฮาๆ ของตัวเองมาเปิดในรายการ โดยเริ่มต้นที่เพลง Lazy Sunday ที่เป็นเพลงแร๊พที่พยายามทำตัวเก๋ามาก แต่ร้องเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไร้สาระและกิ๊กก๊อกแบบสุดๆ ก่อนที่จะตามมาด้วยเพลง Natalie’s Rap ที่ดังพอตัว

แต่เพลงที่น่าจะทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นคือ Dick In A Box เพลงที่ได้ไอ้หนุ่ม Justin Timberlake มาร่วมร้อง เกี่ยวกับการเอิ่ม ตามชื่อเพลงน่ะครับ การเจาะกล่องแล้วเอาของใส่ลงไปเป็นของขวัญให้สาว คุณไม่เข้าใจภาษา คงจะนึกว่าเป็นเพลง R n B ยุค 90 ดีๆซักเพลง แต่ต้องลองดูวิดีโอเถอะครับ และเพลงนี้ก็กลายเป็นซิงเกิ้ลอย่างเป็นทางการของพวกเขาไปครับ

justin_timberlake_dick_box

ซิงเกิ้ลต่อมา ทิ้งช่วงห่างสองปี มาออกในปี 2008 นั่นคือ Jizz In My Pants เพลงที่ดนตรีสุดเท่ห์ แต่เนื้อเพลงกับเกี่ยวกับหนุ่มๆที่สามารถ “เสร็จ” ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่บังเอิญจับมือสาว สาวมองตา นาฬิกาปลุกดัง ไปถึงลมเย็นพัดมา (อะไรมันจะขนาดนั้น)

แต่เพลงที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในวงกว้างคือ I’m on a Boat เพลงแร๊พโชว์พาวแบบทึ่มๆ ว่าได้นั่งเรือยอชท์ กลายเป็นเพลงดังที่ส่งให้พวกเขาได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่เลยทีเดียว (ใครเช็คอินบนเรือใน Four Square ก็จะได้เห็นเนื้อเพลงนี้ล่ะครับ)

ซิงเกิ้ลที่ 4 เพลง Like A Boss ก็ไม่มีอะไรนอกจากบอกว่าทำทุกอย่าง แบบบอสบอส เน้นฮาแบบไร้สาระ แต่กลับกลายเป็นวลีเด็ดมุขดังทางอินเตอร์เน็ตเลยทีเดียวครับ ลองไปเสิร์ชดูได้ ส่วนซิงเกิ้ลที่ 5 Boombox เป็นเพลงโปรดของผมเลยทีเดียว เพราะว่าได้พี่จูเลี่ยนแห่ง The Strokes มาร่วมครวญเพลงเอาฮา ว่า บูมบ๊อกซ์ สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในโลกนี้ นึกไม่ถึงว่าพี่แกจะยอมมาร้องเพลงไร้สาระแบบนี้ แต่ก็ฮาแบบสุดๆ และในที่สุด พวกเขาก็รวมเพลงฮาทั้งหลาย ใส่ในอัลบั้มแรก Incredibad ซึ่งออกวางขายในปี 2009

พวกเขาตามความสำเร็จด้วย I just Had Sex ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มถัดมา เพลงนี้มา Akon มาร่วมร้องเพลงดีใจที่ได้ปั่มป๊ามสาวนั่นเองครับ จริงๆแล้ว เพลงมันดีนะครับ แต่เนื้อร้องนี่ ฮาแตก

TheLonelyIslandBio

หลังจากนั้น พวกเขายังคงปล่อยเพลงฮาๆตามมาอย่าง The Creep ที่ออกมาปล่อยมุขฮาเรื่องการทำตัวเลียนแบบเจ้าพ่อแห่งความน่าแหยะอย่าง John Waters หรือเพลง Jack Sparrow ที่ได้เจ้าพ่อแหบอย่าง Michael Bolton มาบ้าร้องเพลงเกี่ยวกับกับตันแจ๊ค ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเพลงหลักเลย หรือกระทั่งเพลงแสบๆอย่าง Mother Lover ที่ได้ Justin Timberlake มาร่วมงานอีกครั้ง เกี่ยวกับการสร้างสรรความสุขให้แม่ของเพื่อน (ไม่กล้าเขียนตรงๆ) และยังมีเพลงบ้าบออีกสารพัดครับ ลองไปหาฟังได้ในอัลบั้มที่สอง Turtleneck and Chain ที่ออกวางขายในปีนี้ครับ

และล่าสุด พวกเขาได้ Justin Timberlake มาร่วมงานในบทบาทเดิม โดยมีแขกที่ยิ่งใหญ่ระดับเบิ้มอีกคนคือ Lady Gaga มาเลยครับ กับเพลง 3 Ways (The Golden Rule) ที่เกี่ยวกับ เอิ่ม 2 ต่อ 1 น่ะครับ ฮาแบบไร้สาระสุดๆ

ที่ผมไล่เรียงมานี่ ลองไปเสิร์ชดูตาม Youtube เถอะครับ รับรอง ไม่พลาดได้ฮาแน่ๆครับ หวังว่าจะช่วยแก้เครียดหลังทราบผลเลือกตั้งได้นะครับทุกๆท่าน

Sunday, June 26, 2011

Kylie Minogue: Aphrodite Live in Bangkok เทพธิดาจุติ

Technorati Tags: ,

Aphrodite \Aph`ro*di"te\, n. [Gr. ?.]

1. (Classic Myth.) The Greek goddess of love, corresponding

to the Venus of the Romans.

[1913 Webster]

ใช่ครับ ทัวร์ครั้งนี้ของ Kylie มีชื่อว่า Aphrodite ตามชื่ออัลบั้มล่าสุด และ Aphrodite ก็คือชื่อเทพแห่งความงามของกรีก ที่เทียบได้กับ วีนัส นั่นเอง และวันนี้เราก็ได้มาพบกับเทพธิดาของจริงแล้วครับ

ตัวผม ตั้งความหวังกับทัวร์ครั้งนี้มาก เพราะประทับใจจาก Kylie X เมื่อปี 2008 มากๆ เพราะมันส์อย่างมาก และครั้งนี้ผมก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เธอมาแบบชุดใหญ่ไม่มีกั๊กเหมือนครั้งก่อน (ที่ไม่เอากะโหลกยักษ์มา) แต่ครั้งนี้มาครบแบบที่ได้ดูกันทั่วโลกเลยครับ เลยยิ่งตั้งความหวัง พอไปถึงงาน ก็เหมือนงานปล่อยของของชาวสีม่วง ใส่กันเต็มๆครับ ยังกับงานคอสเพลย์โลก

Kylie_0001

พอเข้าไปในงาน ก็เจอเวทีขนาดยักษ์ ตกแต่งด้วยเสาโรมันอย่างงดงาม น่าทึ่ง พอดนตรีเริ่มต้นขึ้น ก็เล่นเอาขนลุกครับ เพราะมันดูยิ่งใหญ่มากๆ และเราก็ลุ้นตลอดว่าเธอจะเปิดตัวอย่างไร จนเมื่อเปลือกหอยขนาดยักษ์ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากเนินกลางเวที เราก็ได้แต่ปากค้าง เพราะมันไม่ต่างจากภาพกำเนิดวีนัสของบอตติเชลลี่เลยทีเดียว ขาดแต่เพียงเทพมาเป่าหอยสังข์ให้เท่านั้นล่ะครับ และเธอก็เริ่มต้นกับเพลง Aphrodite ได้อย่างยิ่งใหญ่มากๆครับ ผมได้แต่นั่งคะลึงกับความงามของสาววัย 43 ที่งามอย่างไร้ที่ติดจริงๆ ก่อนที่จะตัดไปเพลงที่สอง The One จากอัลบั้มล่าสุดเหมือนกัน จอด้านหลังของระหว่างเสาโรมันทั้ง 5 จอฉายภาพประกอบโชว์ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ เสียตรงไปเน้นที่ชายร่างบึ๊กมากไปหน่อย แต่ก็เรียกเสียงกรี้ดจากคนดูได้ทุกครั้งที่หนุ่มนุ่งเตี่ยวผืนเดียวโผล่ออก เธอตามมาด้วย Wow เป็นเพลงที่ 3 ซึ่งเป็นเพลงที่กระตุ้นให้คนลุกเต้นได้เป็นอย่างดี เพราะมันสนุกจริงๆครับ โดยเฉพาะตรง Wowx4 นี่

เธอแอบแว่บไปอีกรอบ ก่อนจะกลับมาทางเดิม แต่เปลี่ยนจากเปลือกหอยมาเป็นม้าเปกาซัสครับ เล่นมาแบบเทพนิยายจริงๆก่อนจะร้องเพลง Illusion และ I Believe in You โดยที่เพลงหลังมีพร๊อพเป็นรถศึกแบบเบน เฮอร์เลยครับ

เธอกลับมาอีกครั้งกับเพลง Cupid Boy จากอัลบั้มล่าสุด และตามด้วย Spinning Around เพลงชวนเต้นอีกรอบนึง ก่อนจะไปเต้นกันอย่างเมามันในเพลง Get Out Of My Way เพลงโปรดผมในอัลบั้มล่าสุด แล้วปิดองค์ที่ 2 ด้วย What Do I Have To Do เพลงเก๋ากึ๊กเลยครับ

Kylie_0013

เธอกลับมาอีกทีกับเพลง Beautiful เพลงช้าๆจากอัลบั้มล่าสุด แล้วตามด้วย Slow เพลงช้าๆ เซ็กซี่ยวนใจที่มิกซ์ใหม่เป็นเพลงแจ๊ซทำเอาเราค้างจริงๆครับ พอเธอลงจากเวทีไป

และ Kylie ก็กลับออกมาในชุดระยิบระยับอย่างดงาม ก่อนจะร้องเพลงเก่าที่บีตหนักมากอย่าง Confide In Me และเป็นเพลงที่กราฟฟิคประกอบประทับใจผมที่สุด เพราะเป็นภาพของเรียวขากับกอยก้นอันแสนงาม หลังจากทนดูกล้ามเนื้อสปาร์ตามานาน แล้วเธอก็ตามด้วยเพลง Can’t Get You Out Of My Head ที่ทำให้เป็นจังหวะร๊อค เรียกคนดูเต้นกันทั้งฮอลล์ แล้วปิดด้วย In My Arms ได้อย่างประทับใจ

กราฟฟิคเปลี่ยนเป็นภาพทันสมัย และแดนเซอร์ก็ออกมาเต้นลีลาแซมบ้าประกอบเพลงอย่างเร้าใจ แล้วเธอก็กลับมากับชุดกางเกงยีนส์สั้นกับเสื้อยืดแบบสาวทันสมัย ก่อนจะร้องเพลง Looking For An Angel แล้วตามด้วยเพลง There Must Be An Angel ที่คัฟเวอร์ Eurythmics เล่นเอาผมตะลึงไปเลยครับ ก่อนเธอจะแนะนำทีมงานของเธอแล้วตามด้วยเพลง Love at First Sight เพลงโปรดสุดของผมแล้วล่ะครับ แล้วปิดท้ายด้วยเพลง If You Don’t Love Me

Kylie_0005

หลังจากนั้น เธอก็ทักทายกับแฟนเพลง และเชิญแฟนกระเทย (ขอใช้คำนี้ล่ะกันครับ) สองคนขึ้นไปบนเวทีกับเธอ เล่นเอาทั้งสองพูดไม่ออกเลยล่ะครับ คงเหมือนฝันทีเป็นจริงล่ะครับ Kylie นี่เธอน่ารักจริงๆครับเอาใจแฟนเพลงซะขนาดนั้น

เธอปิดโชว์ด้วย Locomotion สั้นๆก่อนเข้าสองเพลงสุดท้ายอย่าง Better The Devil You Know และ Put Your Hand Up อย่างสนุกสนาน ชวนแฟนเพลงยกมือเต้นตาม ก่อนจะหายไปที่หลังเวทีครับ

แต่ทุกคนก็รู้ว่ายังไม่จบ ทุกคนตะโกนชื่อเธอไม่หยุดหย่อน จนเธอต้องกลับมาอีกครั้ง กับเพลง On A Night Like This ที่เล่นเอาคนดูเฮไปเต้นตามไป และทุกอย่างก็หยุดนิ่ง ก่อนเธอจะประกาศว่าเพลงนี้สำหรับ All The Lovers เล่นเอาคนเฮกันหมด และเธอก็จำลอง MV ของเธอออกมาได้อย่างดี ก่อนจะเดินออกมาสั่งลาคนดูพร้อมกับพลุกระดาษเปล่งประกายไปทั่ว ปิดท้ายได้อย่างงดงามน่าประทับใจจริงๆเต็มสองชั่วโมง และครั้งนี้ผมก็ได้กลับบ้านอย่างอิ่มเอมใจ เพราะได้พบกับเทพธิดาที่จำแลงร่างมาเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงครับ

Monday, June 20, 2011

นอกเรื่องตามประสากับหนังฮีโร่ Green Lantern

Technorati Tags: ,

นานๆที ผมก็มักจะถือวิสาสะเขียนเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของดนตรีบ้าง หวังว่าคงจะไม่ถือสาหารืออะไรกัน ใจจริงแล้ว ผมอยากจะเขียนเรื่องดนตรีกับการเมือง รับกระแสเลือกตั้ง แต่พอวางโทนเรื่องไปมา กลายเป็นว่า ถ้าเขียน ก็เสี่ยงกับตัวเองเกินไป (ออกความคิดผิดแนวหน่อยก็โดนรุมประชาทัณฑ์ทางสังคมแล้ว) จะตัดทอน ก็ไม่ได้ดั่งใจตัวเอง เลยตีดสินใจหันมาเขียนเรื่องภาพยนตร์ฮีโร่แนวโปรดของตัวแทนเองบ้างเพราะว่าช่วงที่ผ่านมา ไปดูติดๆมาสองเรื่องครับ

ระยะหลังๆ หนังฮีโร่ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนคอมมิคเป็นที่นิยมเอามากๆ คงเป็นเพราะการประสบความสำเร็จของแฟรนไชส์อย่าง Spider-man และ X-Men ที่ทำออกมาได้ทั้งคุณภาพ (ยกเว้นภาค 3) และยอดขาย ทำให้มีการกระหึ่มทำหนังฮีโร่ออกมาเป็นชุดๆ ซึ่งก็มีทั้งยอดเยี่ยมอย่าง Batman ของ Christopher Nolan ที่ได้รับคำชมทั่วเมือง หรือ Iron Man ฮีโร่มือรองที่ดังได้เพราะคุณภาพงานและการแสดงจริงๆ Watchmen ที่ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่เป็นการ์ตูนแล้ว ที่ดาดๆอย่าง Fantastic Four หรือ Superman ก็มีไม่น้อย หรือที่แย่ไปเลยอย่าง Ghost Rider, Catwoman หรือ Daredevil ที่ทำออกมาได้อย่างน่าผิดหวังเสียเหลือเกิน สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่หนังแนวนี้มีออกมาเยอะ คงเป็นเพราะความที่ฮีโร่เหล่านี้ มีคนรู้จักมาแต่แรกแล้ว ไม่ต้องทุ่มโปรโมทฮีโร่หน้าใหม่ให้คนรู้จักมา จึงสามารถอาศัยกระแสนี้สร้างยอดขายได้สบายๆ ซึ่งปีนี้ ก็มีหนังฮีโร่มาให้เราได้ดูถึง 4 เรื่อง ซึ่ง 3 เรื่องเข้าโรงไปแล้ว โดยที่ผมเลี่ยงไม่ดูเรื่อง Thor ไป เพราะสาเหตุส่วนตัว จึงเหลือสองเรื่องที่ได้ดูไปแล้ว นั่นคือ Green Lantern และ X-Men: First ClassGreenlantern New Film Poster

เรื่องล่าสุดที่ดู Green Lantern คือเรื่องที่ผมออกจะตื่นเต้นเอามากๆ เพราะเขาคือฮีโร่จากค่าย DC ที่ผมชอบเป็นรองจาก Batman เท่านั้น เพราะเขาคือฮีโร่ที่มีความสามารถแทบจะเทียบเท่ากับเทพได้เลยเพราะการที่เขาสามารถสร้างอะไรก็ได้จากจินตนาการ และตัวคนที่มารับหน้าที่นี้แต่ละคนก็มีเสน่ห์ต่างกันออกไป โดยเฉพาะตัว ฮาล จอร์แดน ที่เป็นคนที่ถูกนำมาทำเป็นหนัง (จริงๆ ผมออกจะตื่นเต้นมาตั้งแต่ตอนเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ในร้านเช่าดีวีดีแห่งโลกอนาคตใน I Am Legend แล้วครับ) จึงคาดหวังไว้มาก พอเห็นชื่อนักแสดงก็เริ่มจะมีความหวัง เพราะถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว แถมได้ผู้กำกับอย่าง Martin Campbell ที่มีผลงานเด่นอย่างการปลุกวิญญาณแฟนไชส์ 007 ถึงสองครั้งกับ Golden Eye และ Casino Royale ด้วย

แต่เมื่อเห็นตัวอย่าง ลางสังหรณ์ว่าท่าทางจะไม่ดีก็เริ่มแรงขึ้น เพราะภาพที่ออกมา ดูตกยุคไปหน่อย แต่ผมก็ยังไม่ล้มเลิกความหวัง ตัดสินใจตีตั๋วราคา 200 บาทที่เอ็มโพเรี่ยม (แพงจริงๆ) เพื่อเข้าไปดูในวันแรกที่หนังเข้าโรงเลย

สิ่งที่ผมต้องเจอคือ การเปิดเรื่องด้วยงาน CG (Computer Graphic) ที่เชยจริงๆ และเนื้อเรื่องที่ทำออกมาได้แบบสิ้นหวังครับ การเล่าเรื่องออกจะทื่อเอามากๆ เหมือนกับดูหนังยุค 90 เลยทีเดียว ตั้งแต่เอกภพมีผู้ปกครองอยู่และพวกเขารวมพลังเพื่อสร้างแหวนสีเขียวที่ได้พลังจากความมุ่งมั่น ก่อนจะแจกจ่ายให้กับผู้กล้าจากแต่ละเขต เพื่อทำหน้าที่ปกป้องเขตของตัวเองเหมือนตำรวจอวากาศ มีศัตรูที่สุดเก่ง มีฮีโร่ที่ไปสู้แต่แพ้ แล้วก็มอบหน้าที่นั้นให้กับชาวโลก พระเอกของเราแทน ซึ่งจากนั้นก็กลายเป็นเหมือนมาตราฐานของหนังฮีโร่ ไม่ชินกับพลัง สู้แพ้ จะถอนตัว มีจุดพลิกผัน กลับมาสู้ เอาชนะ เป็นเหมือนสูตรสำเร็จที่ทำออกมามากจนเดาเนื้อเรื่องได้ออกหมดครับ ไม่มีอะไรใหม่ๆ ออกจะไปซ้ำกับหนังเรื่องนู้นเรื่องนี้จนเล่นเอาหาวหวอดๆ ซึ่งคงจะไม่ดีกับคนที่ไม่เคยรู้จักฮีโร่ตัวนี้มาก่อน (เพราะเขาเองก็เป็นแค่มือรองเท่านั้น ไม่เคยดังระดับที่คนที่ไม่ใช่แฟนการ์ตูนรู้จักได้ ไม่เคยมีทีวีซีรีย์หรือการ์ตูนทีวีมาก่อนด้วยซ้ำ)

นอกจากเนื้อเรื่องที่มาแบบสูตรสำเร็จแล้ว จุดอ่อนของ GL คือการที่มันเป็นเรื่องที่ออกจะการ์ตูนเกินไป เรื่องราวมันพาดเกี่ยวระหว่าง อวกาศ โลกมนุษย์สลับไปมาจนดูเหมือนหลุดออกจากความเป็นจริง นอกจากนี้ พลังของแหวนที่สามารถสร้างอะไรก็ได้กลายเป็นจุดอ่อนไปเพราะเมื่อเราเห็น GL สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมามันยิ่งดูการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทีเด็ดที่เขาใช้ตอนท้ายสุดกลายเป็นมุขที่เชยแบบไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ การคัดตัวแสดงมายังออกจะน่าเสียดาย Ryan Reynolds และดารานำอยู่แค่ระดับพอใช้ได้เท่านั้น แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ Tim Robbins มารับบทเป็นพ่อของ Peter Sasgaard ทั้งๆที่สองคนดูอายุเท่าๆกันแท้ๆ บทต่างๆก็ดูอ่อนเกินไป จู่ๆเราก็ได้รู้ตัวละครรู้จักกันมาแต่เด็กโดยไม่มีการปูพื้นเรื่องเลย แถมยังพยายามเปรียบเทียบตัว GL เข้ากับ Hector Hammond มากเกินไปจนหลายเป็นเหมือนหนังวัยรุ่นมัธยมทะเลาะกันเท่านั้น ตัว Hector Hammond ก็กระจอกจนคนอ่านการ์ตูนมาต้องโวยทุกคนแน่ๆครับ บทของตัวละครเสริมก็น้อยเกินไปจนน่าเศร้า มีแค่ Mark Strong ในบท Sinestro คนเดียวที่เล่นออกมาได้ดีจริงๆ ก่อนจะมาล่มในท้ายเรื่องเพราะเลือกบางสิ่งแบบไม่มีเหตุผลเลยจริงๆครับ

สรุปคือ Green Lantern น่าจะเหมาะกับคนดูหนังเอาสนุก ไม่คิดอะไรมาก หรือแฟนการ์ตูนที่ไม่สนอะไรนอกจากได้ดูฮีโร่ฉบับคนแสดง แต่สำหรับคนที่คาดหวังหนังฮีโร่ที่ดีและสนุกอย่างThe Dark Knight หรือ Ironman ก็คงจะผิดหวังอย่างแรงล่ะครับ ยิ่งเมื่อไปเทียบกับ X-Men: First Class หนังฮีโร่คุณภาพเยี่ยมที่ออกมาก่อนหน้านี้ไม่ถึงเดือน หลังจากนี้ ก็คงต้องไปลุ้นกับ Captain America ล่ะครับ ว่าจะทำออกมาได้ดีแค่ไหนกันครับ

ตัวอย่างหนังของจริง สองตัว กับของที่แฟนทำเอง (เผลอๆจะดูดีกว่าของจริง)

Wednesday, June 15, 2011

ส้วม ส้วม ส้วม แห่งญี่ปุ่น Part II

จากตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงเรื่องส้วมแบบญี่ปุ่นไปในระดับหนึ่ง ครั้งนี้ จะมาพูดกันเรื่องความไฮเทคของส้วมญี่ปุ่น และกำเนิดความไฮเทคเหล่านั้นครับ

สิ่งไฮเทคแรกๆที่คนต่างชาติจะได้เจอในห้องน้ำที่ญี่ปุ่นคือ ฝารองนั่งอุ่นๆ ที่ทำใว้เพื่อฤดูหนาวของญี่ปุ่น ช่วยได้มากครับ เพราะเวลาปวดๆแล้วไปเจอฝารองนั่งเย็นเฉียบนี่ เล่นเอาปล่อยไม่ออกเหมือนกันนะครับ กล้ามเนื้อมันเกร็งครับ

จาก awallens.wordpress.comแต่ที่เป็นประเด็นร้อนของกลุ่มชาวต่างชาติในญี่ปุ่นคือ ส้วมที่มีที่ฉีดน้ำล้างก้น หรือที่เรียกว่า Washlet(ワッシュレット) นั่นเองครับ บางคนคงจะนึกว่าไม่แปลกอะไร บ้านเราก็มี แต่ของญี่ปุ่นเขาต่างออกไปตรงที่ มันอยู่ในฝารองนั่งเลยครับ และเป็นระบบแบบอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นที่ฉีดแบบบ้านเรา ไม่ต้องเลอะมือครับ

เดิมที่ ญี่ปุ่นก็ใช้กระดาษเป็นหลักแบบบ้านเรานี่ล่ะครับ สำหรับระบบการใช้น้ำล้างแบบอัตโนมัติ จริงก็มาจากทางตะวันตก แต่บริษัทญี่ปุ่นอย่าง TOTO เขาก็จริงจัง พยายามทำของตัวเองให้ได้ ประกอบกับการขยายตัวของที่พักอาศัย และวิกฤตน้ำมันในปี 1978 พวกเขาก็พยายามสร้างของที่ช่วยประหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อมครับ

ตอนสร้างทีแรก ไอ้ระบบฉีดน้ำนี่ ยังไม่เท่าไหร่ครับ เริ่มทำทีแรกสุด ปัญหาที่พวกเขาเจอคือ ตำแหน่งของ รูทวารหนัก นั่นเองครับ ใครมันจะไปคิดมาก่อนล่ะครับว่าตำแหน่งตรงกันรึเปล่า พวกเขาเลยเลือกใช้วิธี วัดตำแหน่งรูทวารของพนักงานในบริษัทครับ ไม่ว่าจะเป็นชาย หรือหญิง แต่ไม่ต้องงงนะครับ พวกเขาไม่ได้ไปแหกขาใครแล้วเอาสายวัดไปวัดหรอกครับ (ลาออกกันหมดพอดี) แต่พวกเขาเอาลวดขึงผ่านกลางฝารองนั่ง แล้วให้พนักงานแต่ละคนเอากระดาษแปะตรงตำแหน่งของรูทวารตัวเองไว้ครับ พอวัดทั้งบริษัท 300 คน ก็ได้ข้อสรุปว่า ประมาณ 27-28 เซนติเมตรจากหน้าโถครับ (ละเอียดจริง) แล้วก็คำนวณว่าองศาฉีดน้ำที่จะสบายคือ 43 องศา พวกเขายังคิดไปถึงเรื่องของอุณหภูมิของฝารองนั่ง ที่กะให้เท่าระดับผิวคนที่ 38 องศา เรียกได้ว่า เก็บทุกเม็ดตาม Japanese Standard จริงๆครับ

พอสำเร็จ พวกเขาก็ออกวางขาย โดยตั้งชื่อให้ว่า Washlet ซึ่งย่อจาก Wash Toilet นั่นเองครับ ผลงานของพวกเขาออกวางขายในปี 1980 และเริ่มเป็นที่นิยมด้วยการอาศัยโฆษณาทีวีที่เอาดาราสาวมาโปรโมตแบบน่ารัก ลบภาพลักษณ์ของห้องน้ำที่สกปรกออกไปได้ครับ และจากนั้น ระบบ Washlet ก็เริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่น มาตลอด จนปัจจุบันแทบจะเป็นของตายสำหรับคนที่สร้างบ้านใหม่เลยครับ

แต่แน่นอนครับว่า ถ้าพวกเขาไม่พัฒนา ก็คงแข่งขันในตลาดไม่ได้ครับ พวกเขาคิดได้ว่า นอกจากจะฉีดน้ำล้างก้นแล้ว สาวๆก็ควรจะมีอุปกรณ์ล้างน้องสาวของตัวเองด้วย ไหนๆก็จะฉีดน้ำแล้ว ก็เพิ่มฟังชั่นมันอีกหน่อยสิ ทำให้เกิดไอเดียเรื่องของการเพิ่ม Bidet (ビデหรือบิเดต์) ที่เคยเป็นอุปกรณ์ของสาวๆตะวันตก คราวนี้พวกเขาจะพัฒนาขึ้นมาสำหรับคนญี่ปุ่นครับ จากที่เห็นในภาพข้างล่างครับ ว่าจะมีปุ่มที่เขียนว่า Front เป็นรูปผู้หญิง นั่นล่ะครับคือบิเดต์ ที่พอกดแล้วก็จะหัวฉีดก็จะยืดออกมาฉีดน้ำตรงน้องส่าวพอดีครับ

ปุ่มควบคุม

 ประเด็นคือ เมื่อตอนที่หาตำแหน่งของรูทวารหนัก ก็ลำบากซะขนาดนั้นแล้วพอจะหาตำแหน่ง น้องสาว พวกเขาจะหาตำแหน่งยังไง เนื่องจากวิศวกรในทีมก็มีแต่ชายล้วน ซึ่งวิธีการที่พวกเขาเลือกใช้คือ พวกเขาเลือกวัดระยะห่างระหว่างน้องสาว กับรูทวารเอา แต่ไม่รู้อะไรดลใจพวกเขา ให้ไม่เลือกอาศัยความร่วมมือจากพนักงานสาวๆในบริษัท (หรือว่าขอแล้วแต่ไม่ยอมก็ไม่ทราบ) พวกเขาเลือกใช้วิธี ทำวิจัยด้วยการไปเที่ยวอะโกโก้ เพื่อดูแล้วกะค่าเฉลี่ยของระยะห่างของสองจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งท่าทางจะเป็นงานวิจัยที่ลำบากเอามากๆ เพราะบรรดาทีมงานทุกคนต่างแวะเวียนกันไปอะโกโก้หลายต่อหลายครั้ง กลับบ้านดึกดื่นค่ำมืด จนได้ค่าเฉลี่ยของระยะห่างดังกล่าวมาจนได้ (เปลืองค่าดริงค์ เอ๊ย เปลืองค่าวิจัยมากๆ) และในที่สุดก็สามารถเพิ่มฟังชั่นบิเดต์ให้กับวอชเล็ตได้สำเร็จ สร้างความสบายให้กับคุณผุ้หญิงทุกท่านมาจนถึงทุกวันนี้ครับ

ครั้งหน้า จะเป็นครั้งสุดท้าย จะขอพูดเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆของห้องน้ำญี่ปุ่น และประสบการณ์ตรงส่วนตัวครับ

(อ้างอิงจากหนังสือ マンガで読む「ロングセラー商品」誕生物語4)