Saturday, July 11, 2009

Starsailor: ล่องไปในหมู่ดวงดารา

Technorati Tags: ,

วงการดนตรีอังกฤษยุค Pre-Strokes (หรือก่อนที่วง The Strokes จะมาจุดกระแสการาจให้ดังไปทั่วนั่นเอง) ถือเป็นช่วงที่ค่อนข้างจะซบเซา เพราะไม่มีแนวเพลงหรือวงใหม่ๆมาแรงมากนัก เพราะมันคือช่วงหลังจากตลาดหุ้น Brit-Pop บูมสุดขีด จนฟองสบู่แตก และทางฝั่งอเมริกาก็กำลังรุกด้วย Nu-Metal อย่างหนัก วงอังกฤษในช่วงนั้นมักจะเป็นวงที่เน้นซาวนด์แบบ anthemic ที่สเกลใหญ่พอที่จะเติมสนามกีฬาใหญ่ๆได้ ไม่ว่าจะเป็น Travis, Coldplay หรือ Manic Street Preachers ยุค This is my truth tell me yours ที่อลังการกันแบบต้องเตรียมไฟแช๊กไว้จุดเวลาร้องตามในงานคอนเสิร์ต และอีกวงหนึ่งที่เป็นผลพวงของยุคนั้นก็คือ Starsailor นั่นเอง

Starsailor ถือกำเนิดในเมือง Wigan โดยเริ่มจากการที่ James Stelfox (เจมส์ เบส) ร่วมตั้งวงกับ Ben Byrne (เบ็น กลอง) และได้ดึงเอา นักร้องนักแต่งเพลง James Walsh (เจมส์) มาแทนนักร้องคนเก่าที่ออกไป และได้ดึงนักเล่นออร์แกนในโบสถ์อย่าง Barry Westhead (แบรี่) มาเล่นคีย์บอร์ดให้ และพอหามือกีตาร์ไม่ได้สักที Walsh เลยตัดสินใจควบตำแหน่งนี้ไปด้วยเลย และพวกเขาก็เลือกเอาชื่ออัลบั้มคลาสสิกของ Tim Buckley นั่นคือ Starsailor มาตั้งเป็นชื่อวง

starsailor_rock_group

พวกเขาเริ่มแต่งเพลงและออกเล่นไปตามผับ และจากความอลังการและทรงพลังในงานเพลงของพวกเขา ทำให้พวกเขาเป็นที่เลื่องลือในวงการอินดี้ทันทีถึงขนาดนิตยสารต้องเอาไปเขียนชมอย่างรวดเร็ว และไม่นานนัก พวกเขาก็ได้สัญญากับค่ายเพลงขนาดยักษ์อย่าง EMI


และพวกเขาก็ไม่รอช้า ผลิตผลงานแรกออกมาทันที นั่นคือซิงเกิ้ลแรกที่ชื่อ Fever ในปี 2001 ที่เป็นเพลงช้าๆแต่ทรงพลังเหลือเกิน สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นต่างจากวงอื่นๆคือ เสียงร้องของ Walsh ที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์ แม้จะมีหลายจุดคล้ายกับ Richard Ashcroft ของ The Verve วงบ้านเดียวกัน แต่มันก็แตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยไป และ Fever ก็ทำให้พวกเขาได้ชื่อว่าเป็น British Best New Band ไปในทันที

หลังจาก Fever พวกเขาก็ออก Good Souls เพลงที่จังหวะเร็วขึ้นเป็นซิงเกิ้ลที่สอง และ Alcoholic เพลงที่แสนจริงจังบนเนื้อเพลงรันทด เป็นซิงเกิ้ลที่สาม และจากความยอดเยี่ยมของซิงเกิ้ล ทำให้อัลบั้มแรก Love Is Here เปิดตัวได้อย่างงดงาม ซึ่งสมควรเป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากซิงเกิ้ลก่อนหน้าแล้ว ทุกเพลงในอัลบั้มก็เปี่ยมไปด้วยพลังและความจริงจังไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น Poor Misguided Fool หรือ Tie Up My Hands ทำเราขนลุกทุกครั้งที่ได้ฟัง หรือเพลงอย่าง Way to Fall และ Lullaby ที่ทำให้เราทึ่งกับเสียงร้องของ Walsh จริงๆ และแน่นอนว่านอกจากยอดขายที่งดงามแล้ว อัลบั้มนี้ยังได้รับคำชมจากทั่วทุกสารทิศ มันยอดถึงขนาดที่สามารถตัดเพลงไหนมาเป็นซิงเกิ้ลก็ได้เลย

Starsailor01

แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะ Strokes ทำให้วงแนวการาจติดดินมาแรงเบียดแนวอลังการไป แต่ Starsailor ก็ดูเหมือนจะโชคดี ที่เพลง Lullaby ไปเข้าหูโปรดิวเซอร์ระดับตำนานแห่งความอลังการอย่าง Phil Spector จนมาขอโปรดิวซ์งานให้พวกเขา แต่กลับกลายเป็นปัญหาเมื่อเจอความจู้จี้ของ Spector ไป และนอกจากนี้ Spector ยังโดนเรียกตัวไปสอบสวนข้อหาฆาตกรรมแฟนอีกด้วย จนพวกเขาต้องหันมาร่วมงานกับ John Leckie แทน


ด้วยเรื่องต่างๆเหล่านี้ทำให้อัลบั้มที่สอง Silence is Easy ในปี 2003 นั้นไม่อาจประสบความสำเร็จเท่าอัลบั้มก่อนหน้า แม้จะมีเพลงเด่นอย่าง Music was saved หรือ Four to Floor และปัญหาเดิมยังเรื้อรังถึง On The Outside อัลบั้มที่ 3 ที่เป็นการคืนฟอร์มอย่างสวยงามด้วยเพลงอย่าง Keep Us Together, In the Crossfire หรือ Counterfeit Life ที่ยอดเยี่ยมจนทำให้เราต้องขนลุกอีกครั้ง แต่มันกลับถูกมองข้ามอย่างน่าเสียดาย


แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ ด้วยการรวบรวมกำลังกลับมาใหม่ในปีนี้ด้วยอัลบั้มที่ 4 ชื่อ All the Plans ที่เป็นการคืนฟอร์มอย่างสวยงาม ตั้งแต่เพลงเปิดอัลบั้ม Tell Me it’s Not Over ที่เคล้าเสียงเปียโนกับกีตาร์อย่างงดงาม หรือ ไตเติ้ลแทร๊กอย่าง All the Plans ก็งดงามและทรงพลังไม่แพ้กัน ส่วน Star and Stripes ก็ใส่กลิ่นอายใหม่ๆเข้ามา แต่ที่เด่นที่สุดคือ Hurt Too Much ที่ทำให้เรานึกไปถึง One ­ของ U2 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันคือความงามที่เกิดขึ้นบนความเศร้า ราวกับประกายของน้ำตาที่เกิดจากการลาจาก มันคือเพลงง่ายๆที่ทำให้เราหลงรักได้ทันทีที่ได้ยิน

2505619097_65d9f964e7_o

หลังจากเวลาผ่านไป วงการาจก็เริ่มซา และยังมีที่ให้กับวงแนวอลังการเสมอ (ดู Coldplay สิครับ) ดังนั้น เราก็หวังว่า Starsailor ก็คงจะเบียดกลับเข้าไปอยู่ตรงจุดนั้นได้ด้วยความยอดเยี่ยมของผลงานใหม่ ถ้าอยากพิสูจน์ก็ต้องลองไปหามาฟังดูครับ

Thursday, July 9, 2009

นายพจน์ พหลโยธิน

ชอบ เจอจากมติชนสุดสัปดาห์ เลยอามาโปะไว้

นายพจน์ พหลโยธิน (โดยเทอด ประชาทิพย์)

คือเชฐบุรุษยุทธนา                      เปลี่ยนประเทศของประชาเปิดฟ้าใหม่

คือขุนศึกสู้เพื่อประชาชัย              รบสร้างยุคสมัยประชาชน

คือพี่ผู้ชายดายใจแกร่ง                นำไฟแรงลุกใหม้เมฆมัวหม่น

โถมชีวิตอุทิศทั้งตัวตน                 เป็นชาติเสื้อแห่งพหลโยธิน

คือชาติเสือที่ไว้ลายชายไว้ชื่อ      ดิบซื้อ ถือสัตย์ ไร้ทรัพย์สิน

สุ่มเสี่ยงหัวหลุดเลือดโลมดิน        แลกปีติยินดีราษฎร

คือคนอ่านคำประกาศอันโอหัง      ปักหมุดลงเต็มกำลังตัดสิงขร

บังคับสิ่งล้าหลังล้มลงนอน           โรยรินลมอ่อนๆจะขาดใจ…

แต่อสูรอันไม่ได้ถูกสังหาร            วันคืนผ่านพลันพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่

แล้วแข็งแกร่งเกาะกุมคุมกลไก    สานเครือข่ายครอบคลุมทุกครัวเรือน

ตัดต่อพันธุกรรมไทยให้ใจทาส    หลงโง่เรียนประวัติศาสตร์อย่างคลาดเคลื่อน

จิตนิยมจมความดีที่ฟั่นเฟือน       บุุญกุศลโสโครกเปื้อนเลือดน้ำตา

คิดถึง พจน์ พหลโยธิน               คล้ายยังยินเสียงคำประกาศกล้า

ก้องกังวาน 24 มิถุนา                  คือวันชาติ คือวันแห่งประชาชัย

ขอคารวะวีรบุรุษของไทย ผู้จากไปโดยไม่มีแม้กระทั่งเงินค่าทำศพ อดีตนายกผู้สมถะและอุทิศตนเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง

Saturday, June 27, 2009

Progress of Music Scene: ความก้าวหน้าของวงการดนตรี

Technorati Tags:

หลังจากที่เขียนแนะนำวงดนตรีมาหลายต่อหลายวงเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว ในที่สุด ผมก็ได้เขียนสิ่งที่ได้วางแผนมานานแล้ว นั่นก็คือ ความเป็นไปในแวดวงดนตรี เพราะว่า โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน กระแสใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ บางทีมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว จึงอยากจะใช้หน้านี้บันทึกมันไว้ก่อนที่มันจะถูกลืมไปกับกระแสอื่นๆอีก แต่ที่แน่นนอนคือ ผมจะพยายามเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคของผม เพราะผมคงไม่สามารถบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเกิดได้ดีเท่าคนในยุคนั้นเอง เลยขอแต่ส่วนที่ตัวเองถนัดดีกว่าครับ

ถึงผมจะเป็นเด็กที่เกิดและโตในต่างจังหวัด แต่ว่าด้วยความสนใจในดนตรีตั้งแต่เด็กทำให้ความทรงจำเรื่องดนตรีค่อนข้างจะแจ่มชัดมาก ซึ่งผมเองก็โตมากับยุคของไมเคิล แจ๊คสัน และมาดอนนา ซึ่งมานั่งคิดดูอีกที ยุคนั้นดนตรีต่างประเทศแรงมากถึงขนาดได้ออกทีวีธรรมดาด้วย และที่จำได้ดีสุดคือเพลง We are the World ที่เป็นกองทุนช่วยเหลือเด็กในเอธิโอเปีย (ตอนนั้นโรงเรียนอนุบาลคริสต์ของผมเรี่ยรายอาหารไปบริจาคด้วย) แต่หลังจากนั้นดนตรีสากลก็เงียบไปพักใหญ่ ไม่ค่อยมีให้ได้ดูทางทีวี จนตอนเข้าม.ต้น มีรายการ Smile TV ที่จะเปิดมิวสิควิดีโอต่างประเทศให้ดูทุกอาทิตย์ ทำให้ผมได้โอกาสรู้จักวงอย่าง Guns N’ Roses หรือ Bon Jovi และหลังจากนั้นก็เริ่มหานิตยสารมาอ่าน ตั้งแต่ Music Express ยัน Generation Terrorist

แม้หลังจากนั้นจะเริ่มเป็นยุคเฟื่องฟูโคตรๆของวงการเพลงสากลด้วยกระแสอัลเทอร์เนทีฟ และวงเล็กๆหลากหลายก็แห่กันมาเมืองไทยในยุคฟองสบู่ฟูฟอด แต่ฝันกลางแดดก็กลายไปพร้อมๆกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้วงการเพลงก็ส่งผลกระทบจนซบเซาไปด้วย

แต่ในตอนนั้น ก็เกิดสิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนวงการเพลงไปตลอดกาล นั่นคือไยแมงมุมไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต นั่นเอง ก่อนหน้านั้น เส้นทางในการค้นวงดนตรีใหม่ๆนั้นมีแค่นิตยสาร หรือรายการทีวีเท่านั้น แต่อินเตอร์เน็ตได้ทำให้โอกาสในการเข้าถึงศิลปินเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ บางคนยังล้ำสมัย (ในยุคนั้น) ด้วยการเอาเพลงตัวอย่างหรือคลิปตัวอย่างไปขึ้นเว็บตัวเองไว้ด้วย และโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นอกจากอินเตอร์เน็ตแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการดนตรีอีกอย่างหนึ่งคือ MP3 นั่นเอง ในยุคที่อินเตอร์เน็ตยังไม่เร็วนัก เราจะเห็นร้านขายแผ่น MP3 เริ่มผุดขึ้นมาเต็มห้าง 1000Tip จนเป็นจุดกำเนิดของแผ่นผีดูดเลือดไป และการมาของเน็ตความเร็วสูงทำให้การแลกเปลี่ยนเพลงบนเน็ตแรงขึ้นมาก แม้หลายเจ้าจะโดนฟ้องไปเช่นคดีโคตรดังของ Napster แต่ก็ยังมีศิลปินหัวก้าวหน้าบางรายเช่น Kinesis ที่สนับสนุนการแชร์เพลง เพราะไม่เห็นด้วยกับการเอาเปรียบของค่ายเพลงด้วยประโยคเด็ดว่า ยอมให้แฟนฟังเพลงฟรี ดีกว่าไม่มีใครได้ฟังดนตรีของตนเองเลย
873-nap


และเมื่อค่ายApple ออก iPod มาวางขาย แม้จะยังไม่ได้รับความนิยมในช่วงแรก แต่ในที่สุดมันก็ครองโลกและ MP3 ก็กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ทำให้ศิลปินและร้านค้าต้องเริ่มขายเพลงในรูปแบบดาวน์โหลดด้วย

แล้วก็เกิดสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการเพลงไปอย่างกู่ไม่กลับอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ MySpace เว็บไซต์ที่ศิลปินมาสมัครสมาชิกแล้วสร้างหน้าเว็บของตัวเอง โดยสามารถใส่เพลงหรือคลิปตัวอย่างได้ฟรีๆ และยังมีกระดานตอบโต้ของแฟนๆอีกด้วย ทำให้วงหน้าใหม่มีช่องทางออกไปสู่แฟนเพลงได้ง่ายดายขึ้น วงหน้าใหม่อย่าง Arctic Monkeys ก็สามารถดังระเบิดได้จากไซต์นี้ ถึงขนาดค่ายเพลงต้องออกตามล่าตัวเลยทีเดียว และราคาคอมพิวเตอร์ที่ถูกลง ทำให้การทำดนตรีง่ายขึ้นมากจนเกิดศิลปินเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมี Lilly Allen ที่ดังจากการปากหมาด่าชาวบ้านในบล็อกของตัวเองไปเรื่อย หรือ The Others สนิทกับแฟนเพลงมากถึงขนาดมีเบอร์มือถืออยู่ในเว็บให้แฟนเข้าถึงได้ตลอด จนเปลี่ยนจากยุคศิลปินจอมหยิ่ง มาเป็นยุคที่ศิลปินต้องสัมพันธ์กับแฟนเพลงอย่างเต็มที่ และก็เปลี่ยนจากที่แฟนเพลงเป็นผู้รับสารอย่างเดียว เป็นการที่ทั้งแฟนและศิลปินได้มีส่วนร่วมกันมากขึ้น

BandStock

จนล่าสุด นอกจากแค่ออกความคิดเห็นของตนเองแล้ว แฟนเพลงยังมีโอกาสลงทุนในศิลปินที่ตัวเองชอบอีกด้วย เพราะ www.bandstocks.com/ ทำให้คนทั่วไปสามารถลงทุนจ่ายเงินให้ศิลปินทำอัลบั้มออกมาได้ เหมือนเป็นการซื้อหุ้นเลยทีเดียว และเมื่ออัลบั้มขายได้ ก็ได้ปันผลไปด้วย ด้วยวิธีนี้ ศิลปินที่ไม่มีเงินแต่มีฝีมือจะได้สร้างผลงานตามที่ตัวเองต้องการได้ง่ายขึ้น เท่าที่ดูตอนนี้ที่ดังสุดในไซต์นี้คือ อัลบั้มใหม่ the Bachelor ของ Patrick Wolf ที่ยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ และศิลปินที่กำลังเปิดรับเงินทุนอยู่ตอนนี้อย่าง Dark Young Hearts ก็สามารถรวบรวมเงินได้ถึง 3หมื่นกว่าปอนด์เลยทีเดียว เป็นก้าวย่างที่น่าสนใจและแปลกใหม่อย่างคาดไม่ถึงของวงการเพลงจริงๆ จนทำให้ผมสงสัยว่า ต่อจากนี้มันจะมีอะไรมาให้ทึ่งกว่านี้อีกมั้ย แต่ตอนนี้ใครอยากลงหุ้นก็เชิญเลยครับ

ปล. ก่อนเขียนงานชิ้นนี้ ได้รับข่าวเศร้าเกี่ยวกับ Michael Jackson ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ว่าหลังๆเขาจะเป็น Wacko Jacko ไป แต่ว่า เราคงไม่มีวันลืมความเป็นสุดยอดนักเอนเตอร์เทนของเขาไปได้ ขอไว้อาลัย ณ ที่นี้ด้วย

Tuesday, June 23, 2009

ไปเที่ยวจันทบุรีมา

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปสะเอะเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง หลังจากที่ไม่ได้ไปมานาน พอเพื่อนโป๊ะชวน ก็ตกลงไปทันที (ใจง่าย) และหลังจากเคลียร์งานเรียบร้อยแล้ว เราก็ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพื่อแหกขี้ตาขับรถไปจันทบุรี โดยที่ไม่รู้ว่าจะต้องไปพักที่ไหน จะไปไหนบ้าง เพราะคนอื่นจัดให้หมด แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไปเลยไม่ต้องคิด

ทั้งทริปมีสมาชิก 12 คน โดยเราเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เป็นพนักงานของรอยเตอร์เหมือนชาวบ้านเค้า แต่ก็ไม่เป็นไร ไปด้วยรถตู้คันนึง กะแคมรี่ที่รักของเราอีกคัน และหลังจากขับรถตลอดช่วงเช้า เราก็ถึงที่พักและไปดูโลมาที่โอเอซิส ซี เวิลด์ ก่อนเลย

IMG_3694
จริงๆแล้ว เราเคยมาดูโลมาที่นี่สมัยตั้งแต่มันพึ่งเปิด จำได้ว่า ยังบ้านนอกมากๆ แล้วก็บ่อใหญ่กว่านี้ หลายปีผ่านไป เปลี่ยนบ่อ แต่คนดูก็ยังน้อยจนน่าเป็นห่วง ทั้งๆที่โชว์ก็สนุกดี แต่อาจจะเป็นเพราะมีแต่โชว์อย่างเดียวมันก็น่าเบื่อไปหน่อย แต่ขอชมจริงๆที่ใจรักทำโชว์แบบนี้มาตลอด

 

IMG_3703
โชว์ขี่โลมาสองตัว เจ๋งดี แต่จังหวะที่ถ่ายได้เหมือนพี่แกจะล้มหัวคว่ำแล้ว

IMG_3707
เสร็จแล้วก็ไปเดินดูป่าโกงกางที่ คุ้งกระเบน ทำให้ได้รู้ว่า คนที่นี่เรียกพะยูนว่า หมูดุด มิน่า เห็นป้ายหมูดุด เต็มไปหมด มีกระทั่ง ก๋วยเตี๋ยวหมูดุด (คงไม่ได้กินพะยูนหรอกนะ)

 

IMG_3714


เก๊กหล่อเล่นซักรูป

 

IMG_3723


กะเพื่อนโป๊ะ และอ้อม ที่เดินทางด้วยกันตลอดทริป

 

IMG_3730


ในที่สุดก็ได้ลงเล่นน้ำทะเล แต่ว่าเพราะเป็นช่วงลมแรง น้ำเลยมีทรายปนเยอะ ไม่ค่อยสวย แถมเสือกคันอีก หาดก็ตื้นสมชื่อ ว่ายตั้งนานกว่าจะเจอที่ลึก แต่เพื่อนๆที่ไปด้วยกัน บอกว่าจะคลืนดูดไปนอกฝั่ง เกือบตาย เลยพยายามเลี่ยงดีกว่า เสียว ไม่ได้ฟิตเหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวตายพอดี เล่นได้ซักหน่อยเลยเลิกเลย

IMG_3732


บรรยากาศทะเลงามๆยามเย็น ก่อนที่จะไปสวาปามของทะเล และเล่นไพ่เล่นเกมก่อนนอน ขอบคุณเพื่อนโป๊ะที่สนับสนุน Green Label ถ้าไม่ขับรถป่านนี้เมาอ้วกสามรอบแล้ว ฮึ่ม

IMG_3751


ตื่นแต่เช้า มายัดทานอีกรอบ แล้วค่อยไปเดินเล่น เจอรูปูขนาดเล็ก เยอะมากๆ แล้วปูก็ตัวเล็กจริงๆ น่าจะเล็กกว่าแมงมุมตามบ้านอีก นี่อ้อมจับมาได้ตัวนึง นี่ขนาดว่าตัวใหญ่แล้วนะ เล็กโคตรๆ

IMG_3762


เสร็จแล้ว จะไปเล่นน้ำที่น้ำตกพลิ้วกัน เพื่อนบอกว่า ปลาเยอะมาก แต่ทุกคนไม่ได้คิดอะไร จนไปถึง เจอปลาเข้าไป ไม่มีใครลง นอกจากเพื่อนคนที่พูด กะเราเอง ที่ทำใจหลายรอบกว่าจะลงได้ แต่อย่างว่า ไหนๆก็ไหนๆวะ ยังกะเล่น Fear Factor ปลาแม่งมาล้อมเกือบตลอด ไม่ได้กลัวคนเลย

IMG_3765 
ถ้าภาพตะกี้ดูไม่เยอะ ต้องภาพนี้เลย เยอะโคตร กะลังโดนไล่งับหัวนมอยู่ ไม่ใช่ถั่วฝักยาวนะโว้ย

IMG_3775 
ถ้าสงสัยว่าปลาอะไร ก็นี่เลย มีพิษอีกตะหาก ถ้าไม่มีคงโดนกินหมดแล้ว จับง่ายสุดๆ แต่พอไปค้นเพิ่ม เห็นบอกว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธ์เหมือนกิน

IMG_3792
แต่พอมาดูรูปนี้ บอกได้คำเดียวว่า กูไม่เชื่อหรอกว่าจะสูญพันธ์ หอกเถอะ เล่นเอาปลาอื่นไม่มีที่อยู่เลย ดำพรืดไปหมด น่ากลัวจริงๆ

หลังจากที่เล่นกับปลาเสร็จ ก็ไปกินข้าวในตัวเมือง และกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ทริปสั้นๆ คืนเดียว แต่สนุกดี เพลินๆ เดี๋ยวมีโอกาสต้องหาทางไปอีก แต่คงไม่ไปเล่นกะปลาแล้วล่ะว่ะ ครั้งเดียวพอ

34 foreign trainees in Japan died in FY 2008 of suspected overwork › Japan Today: Japan News and Discussion

34 foreign trainees in Japan died in FY 2008 of suspected overwork › Japan Today: Japan News and Discussion

Posted using ShareThis