Monday, February 14, 2011

Bruno Mars – Doo-Wops and Hooligans

Technorati Tags: ,

งานเพลงเปิดตัวของหนุ่มน้อยมากความสามารถจอมขโมยซีน ที่โด่งดังจากการไปร้องเสริมให้นักร้องคนอื่น บรูโน มาส์ (ชื่อจริง ปีเตอร์ จีน เฮอนันเดซ) โตขึ้นมาในฮาวาย โดยที่ในวัยเด็กเขาได้รับอืทธิพลจาก Elvis Presley เป็นอย่างมาก และครอบครัวเขาเองก็เป็นครอบครัวนักแสดงอยู่แล้ว และนั่นก็ทำมให้เขาได้รับโอกาสแสดงบ้างและเป็นการสร้างรากฐานศิลปินที่ดีในอนาคต

bruno_20100928_aatheory

เขาย้ายมาที่ลอสแองเจลิส และเริ่มต้นอาชีพนักดนตรี เขาได้เซ็นสัญญากับคายดังอย่างโมทาวน์ และ แม้จะไม่ได้ออกงานเพลง แต่เขาก็ได้พัฒนาทักษะการเขียนเพลงของเขาเป็นอย่างดี และทำให้เขาได้โอกาสวิเคราะห์แนวทางของตัวเองด้วย กลายเป็นช่วงค้นหาตัวเองที่ดีสำหรับเขา และต่อมา ค่าย Atlantic ก็ตามล่าลายเซ็นของเขาจนได้ และหลังจากสั่งสมประสบการณ์มาพอ เขาก็พร้อมจะบินเดี่ยวแล้ว

แต่ถึงกระนั้น แทนที่เขาจะดังจากการออกงานเดี่ยวเลย กลับกลายเป็นงานที่เขาไปร้องเสริมให้กับศิลปินคนอื่น ที่ช่วยฉายแสงมาที่เขากลายเป็นจอมขโมยซีนไป แม้ในงานสองงานแรกที่เขาไปร่วมร้องด้วยจะไม่ดังนั้น แต่เพลงที่สามอย่าง Nothing On You ของ B.O.B. นั้นกลายเป็นเพลงที่สุดดังและทำให้คนรู้จักเขาทันที และอีกเพลงคือ Billionaire ของ Travie McCoy นักร้องจาก Gym Class Heroes และทำให้เขากลายเป็นคนดังไปในทันทีBruno-Mars-Doo-Wops-Hooligans-Full-Album-Stream

หลังจากส่งคนอื่นมานานแล้ว ก็ได้เวลาเขาฉายเดี่ยว ด้วยผลงานอัลบั้ม Doo-Wops and Hooligans ที่เป็นงานเพลงป๊อปชั้นเยี่ยมอีกงานในปีที่ผ่านมา มันเต็มไปด้วยแนวเพลงหลากหลายที่ส่งอิทธิพลมาตลอดชีวิตเขา และกลายเป็นงานเพลงคุณภาพจริงๆ ตั้งแต่เพลงเปิด Grenade ที่เหมือนจับ Michael มาร้องโดยมี Kid CuDi ทำเพลงให้ ส่วนเพลงป๊อป R&B หวานๆอย่าง Just The Way You Are ก็เยี่ยมสมกับที่มันครองอันดับ1ในหลายๆประเทศเลยทีเดียวครับ อีกเพลงหนึ่งที่ดังไม่แพ้กันคือ Marry You ที่เป็นเพลงที่คล้ายกับเป็นฝาแฝดที่นิ่มนวลกว่าของ Fuck You ของ Cee Lo Green และมันยังถูกนำไปคัฟเวอร์เป็นเพลงแต่งงานในเรื่อง Glee อีกด้วยครับอีกสองเพลงเด่นของอัลบั้มคือ Liquor Store Blues ที่ร่วมงานกับ Damian Marley กลายเป็นเพลงเรกเก้ดับที่ฟังได้สบาย กับเพลง The Other Side ที่ได้คนรู้ใจกันอย่าง B.O.B. และ Cee Lo Green มาร่วมงาน

Doo-Wops and Hooligans คืองานเพลงป๊อปที่มีคุณภาพเหมาะกับคนที่ต้องการหาอะไรฟังสบายๆแต่ไม่โหลเหมือนกับวงป๊อปดาดๆครับ

Monday, February 7, 2011

Deftones ในที่สุดก็มาไทย

Technorati Tags: ,

ดูรายชื่อคอนเสิร์ตที่จะมาในปีนี้ บอกตรงๆว่า เอาใจคนรุ่นใหญ่จริงๆครับ เพราะทีมา มีแต่รุ่นเก๋ามีพระกาฬทั้งนั้น ซึ่งก็น่ายินดีกับแฟนเพลงรุ่นเก๋า แต่กับรุ่นกลางแบบผม บอกตรงๆว่าเมื่อได้ข่าวว่า Deftones จะมาเมืองไทย ก็ดีใจจนลิงโลด เพราะว่าเป็นวงที่ผมฝังมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ก็เลยได้โอกาสแนะนำวงเพื่อเตรียมพร้อมไปมันกันครับ

Deftones เกิดขึ้นเมื่อ Stephen Carpenter (สตีเฟ่น กีตาร์) ถูกรถชนตอนเล่นสเก๊ตบอร์ด และต้องนั่งรถเข็น หนุ่มไฟแรงอย่างเขาจึเอกหัดกีตาร์เพื่อฆ่าเวลา และพอหายดี เขาก็ได้รู้จักกับ Chino Moreno (ชิโน่ ร้องนำ) และ Abe Cunningham (อาเบะ กลอง) ในวงเด็กสเก๊ตที่สคราเมนโต้ และเมื่อทราบว่าสตีเฟ่นเล่นกีตาร์ พวกเขาก็ตัดสินใจตั้งวง ก่อนที่จะได้ Chi Cheng (ชิเช็ง เบส) มาเล่นเบสหลังจากลองมาหลายคน และเรียกตัวเองว่า Deftones พวกเขาเริ่มเขียนเพลง และออกเล่นสด จนทำให้ค่าย Maverick ติดใจ และเซ็นสัญญากับพวกเขาPromo pic

พวกเขาออกงานชุดแรก Adrenaline ในปี 1995 โดยร่วมงานกับ Terry Date โปรดิวเซอร์คู่บุญ แม้มันจะไม่ได้รับแรงหนุนจากสื่อ แต่การทำงานหนักของพวกเขาทำให้มันเป็นที่นิยมในหมู่แฟนพันธุ์แท้ และทำยอดขายได้ในระดับน่าพอใจ ผลานของพวกเขาแม้จะถูกจัดเข้ากลุ่ม Nu-Metal เหมือนพวก Korn ที่เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงนั้น แต่ว่าดนตรีของพวกเขาก็แตกต่างออกมา แล้วเพลงอย่าง 7 Words และ Engine No. 9 จะเป็นเพลงที่อัดหนักแบบไม่ยั้งก็จริง แต่อีกเพลงเด่นอย่าง Bored หรือ One Weak ก็แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวงอย่าง Radiohead ที่มีต่อเพลงพวกเขาอีกด้วย

พวกเขาสร้างชื่อได้อีกเมื่อไปทำเพลง Teething ประกอบหนังเรื่อง The Crow ภาคสอง และยิ่งดังไปอีก เมื่ออัลบั้มขุดที่สอง Around The Fur ที่ออกวางขายในปี 1997 ประสบความสำเร็จส่งพวกเขาเป็นวงแถวหน้าในวงการในทันทีโดยเฉพาะความสำเร็จจากซิงเกิ้ลอย่าง My Own Summer (Shove It) และ Be Quiet and Drive (Far Away) ที่ทั้งหนักหน่วง และล่องลอย ทำให้พวกเขาได้รับความนิยมในวงการเพลงอย่างมาก

แต่ในงานชุดที่สาม พวกหเขากลับทำสิ่งที่ท้าทายเอามากๆ เนื่องจาก แทนที่พวกเขาจะทำงานเพลงหนักๆแบบเดิม พวกเขากลับเลือกแนวทางที่แปลกไปกว่าเดิม งาน White Pony ในปี 2000 เป็นงานที่ออกจะหลอนมากกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิ้ลอย่าง Change (In the House of Flies ที่ล่องลอยสุดๆ หรือเพลง Digital Bath ที่ใช้จังหวะทริปฮอป บวกกับเนื้อเพลงสุดโรคจิต หรือ Knife Party เกี่ยวกับการเสพยา กระทั่ง Passengers ที่ได้ Maynard James Keenan จาก Tool มาร่วมงานด้วยก็กลายเป็นเพลงที่หลอนแบบสุดๆเกี่ยวกับเซ็กซ์บนรถ และมันกลายเป็นงานที่ท้ายทายเผ็นอย่างมากและทำให้พวกเขาฉีกตัวเองออกมาจากวง Nu-Metal วงอื่นๆได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นอัลบั้มแรกที่ Frank Delgado (แฟรงค์ DJ คีย์บอร์ด) ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการหลังจากทำหน้าที่สแครตข์ในสองอัลบั้มแรก พวกเขายังฝากผลงาน EP เสริมชื่อดังอย่าง Back To School ที่โคตรเท่ให้เราได้ทึ่งอีกชุด

deftones

ในปี 2003 พวกเขาได้ออกงานชุดที่ 4 ชื่อ Deftones โดยที่มันยิ่งขยายขอบเขตของงานกว้างออกไปยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นที่ซาวด์หลอนๆและเสียงกีตาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ และ Frank ก็หันเหจากบูทดีเจ มาเป็นคีย์บอร์ดและ ซินธิไซเซอร์ ทำให้ได้ซาวด์ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม ซิงเกิ้ลอย่าง Minerva และ Hexagram ก็เป็นเพลงหนักๆหลอนๆสะใจเหมือนเก่า ส่วน Lucky You ก็เป็นงาน Trip Hop อย่างเต็มตัว และยังมีเพลงช้าๆอย่าง Anniversary of an Uninteresting Event แต่ถ้าอยากอัดหนัก ก็ต้อง When Girls Telephone Boys ที่ไม่ทิ้งลายเดิมจริงๆ

แต่มา พวกเขาก็ออกงานเพลงชุดใหม่ Saturday Night Wrist ในปี 2007 หลังจากพักงานมานาน และ มันเป็นงานชุดแรกที่ Chino มารับบทมือกีตาร์ที่สองเต็มตัว ทำให้พวกเขาได้เสียงใหม่ๆอีก และมันก็มีเพลงเด่นอย่าง Hole in the Earth ที่ล่อยลอยแบบหนักหน่วง Pink Cellphones ที่แหวกแนวมาก ส่วน Rats!Rats!Rats! ก็หนักหน่วงสะใจจริงๆ

หลังจาก SNW พวกเขาก็เริ่มอัดงานเพลงชุดใหม่ แต่ Chi Cheng ประสบอุบัติเหตและตกอยู่ในสภาพโคม่า ทำให้พวกเขาโละงานทิ้งหมด และให้ Sergio Vega เข้ามาช่วยงานแทน และเล่นคอนเสิร์ตการกุศลหาเงินช่วยเพื่อน ก่อนจะออกงานใหม่ Diamond Eyes ในปี 2010 ที่กลับไปหนักเหมือนงานชุดแรกๆ เพราะพวกเขาไม่อยากทำงานเศร้าๆเพราะความเจ็บป่วยของเพื่อน และกลายเป็นงานที่ได้รับคำชมเป็นอย่างมาก ทั้งเพลงอย่าง Diamond Eyes ที่ทำให้เรานึกถึงงานเก่าๆของพวกเขา Rocket Skates ก็เป็นอีกเพลงที่หนักหน่วงและสะใจจริงๆ Sex Tapes ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ผมประทับใจมาก Diamond Eyes เป็นเหมือนงานเพลงที่จับเอาความยอดเยี่ยมจากทุกอัลบั้มที่ผ่านมามาผสมกันจนออกมาเป็นงานชั้นเยี่ยมที่เป็นการกลับมาอย่างงดงามของพวกเขาจริงๆ

และหลังจากรอมานาน พวกเขาก็จะมาเล่นคอนเสิร์ตที่บ้านเราซะทีครับ วันที่ 15 เดือนนี้ ที่ทันเดอร์โดม เมืองทองธานีครับ แฟนรุ่นเก๋าอย่างผมก็ไม่พลาดแน่ ส่วนแฟนรุ่นใหม่ก็ไม่ควรพลาดเด็ดขาดครับ อุตส่าห์เอาของมันๆแบบนี้มาเสนอซะที จะพลาดได้ไงครับ

Monday, January 24, 2011

Best of 2010 30 งานเยี่ยมของปีก่อน (ตอนสุดท้าย)

Technorati Tags:

9. The Arcade Fire – The Suburbs งานเพลงชิ้นที่สามจากวงสุดเครียดจากแคนาดา ในงานชุดแล้วพวกเขาเคร่งเครียดมากจนกลายเป็นนักเทศน์ แต่กับงานชุดนี้ พวกเขากลับมาเล่าประสบการณ์การเติบโตขึ้นมาในชานเมืองของพวกเขา จนกลายเป็นงานคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่แน่นเอามากๆและแม้จะผ่อนคลายกว่าชุดที่แล้ว แต่กลับสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ขอแนะนำ The Suburbs และ We Used to Wait

Arcade-Fire-The-Suburbs

8. M.I.A. – Maya งานเพลงชุดที่สามของหญิงสาวสุดแสบคนโปรดของเรา ที่งานชุดนี้ค่อนข้างจะหันหลังให้กับความเป็นป๊อปแบบชุดที่แล้ว แต่เพิ่มความดิบกร้านเข้าไปในงาน มันคืออัลบั้มที่อบอวลไปด้วยจังหวะจากป่าลึก และเสียงหวีดร้องของแม่มด เพลงอย่าง Born Free ก็ดิบจนแทบจะเป็นงาน No wave ไปเลยทีเดียว แต่ละเพลงในงานชุดนี้เข้มข้นเอาเสียจริงๆครับ แนะนำ Born Free และ XXXO

00-mia-maya-2010-front-caheso

7. Gorillaz – Plastic Beach งานชุดที่สามของวงการ์ตูนของ Damon Albarn ที่นับวันก็ทำให้ผมคิดว่า ที่วงนี้แหวกล้ำได้ขนาดนี้ เพราะมันคือการ์ตูน และไม่มีขอบเขตสำหรับการ์ตูน เขาขยันสร้างเสียงใหม่ๆ ก้าวข้ามไปมาระหว่างกำแพงที่แบ่งแยกดนตรีออกจากกัน ทำได้งานเพลงที่ล้ำเหลือเกิน มันคือเสียงจากโลกอนาคตของการ์ตูนอย่าง Casshern อย่างแท้จริง ยังไม่นับแขกรับเชิญชื่อดังจากสารพัดแนวเพลงอีกนะครับ แนะนำ Stylo และ Welcome to the World of the Plastic Beach

gorillaz-plastic-beach

6. The Gaslight Anthem – American Slang งานชุดที่สามของวงจากนิวเจอซีย์ ที่รับสานต่อแนวเพลงของ Bruce Springsteen มาได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาคือวงร๊อคที่แต่งเพลงแบบเพื่อชีวิตได้อย่างยอดเยี่ยมและจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม บวกกับแนวเพลงที่ชวนเราชูกำปั้นแหกปากร้องตามได้อย่างเร้าใจ นี่แหละคือวงร๊อคที่ควรค่ากับเสื้อยืดขาวกางเกงยีนส์ของชนชั้นแรงงานจริงๆ แนะนำ American Slang และ Stay Lucky

americanslang

5. Delphic – Acolyte งานเพลงชุดแรกของสามหนุ่มมาดเนิร์ดจากอังกฤษ ที่ผสมดนตรีอินดี้ร๊อคเข้ากับเพลงเต้นรำได้ออกมาอย่างลงตัวมากๆอีกวงนึง แม้จะมีวงที่ทำอย่างเดียวกันไม่น้อย แต่พวกเขาต่างออกไปตรงที่ไม่ได้เลือกดนตรีฟังค์ แต่กลับเป็นวงแดนซ์ลั่นสเตเดี้ยมอย่าง Orbital (ฟัง Counterpoint) ทำให้พวกเขาโดดเด่นออกมาจากวงแนวเดียวกันเหลือเกิน และเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์นั่นก็ช่วยเสริมความโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีกครับ แนะนำ Doubt และ Halcyon เพลงเต้นรำที่ผมหาข้อบกพร่องไม่ได้แม้แต่น้อย

delphic-acolyte

4. My Chemical Romance – Danger Days… งานชุดที่ 4 ของวงที่ผมติดตามมาตั้งแต่ยังเป็นวงเล็กๆ จนกลายมาเป็นวงขนาดมหึมา พวกเขาตอบข้อสงสัยว่า หลังจากอัลบั้มสุดหม่นเกี่ยวกับความตาย พวกเขาจะทำอะไรต่อให้ดีขึ้นได้ คำตอบคือ อัลบั้มเพลงพังค์แบบการ์ตูนหลุดโลกที่พูดถึงฮีโร่ของโลกอนาคตที่เข้าต่อสู้กับเหล่าร้อยที่ครอบงำผู้คนอยู่ ความอลังการและความมันยังเหมือนเดิม แต่พิ่มความสดใสและความหวังเข้าไปในงานเพลงชุดใหม่นี้ ที่บอกชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมครองโลกแล้วครับ แนะนำ Na Na Na และ Bulletproof Heart

Danger Days_ The True Lives of the Fabulous Killjoys

3. Kanye West – The Power งานเพลงชุดล่าสุดของไอ้ตัวแสบแห่งวงการเพลง ที่หลังจากออกงานสุดหม่นอย่างชุดก่อน เขาก็กลับมาพร้อมกับอีโก้ขนาดคับทวีป แต่ที่เรารับมันได้ก็เพราะว่า ฝีมือของเขามันดีพอที่จะเติมเต็มอีโก้นั่นได้อย่างไม่มีปัญหาครับ เขากลับมากับจังหวะที่แสนโครมคราม เสียงแซมเปิ้ลเท่ๆ เนื้อเพลงแสบๆ การแร๊พที่คล่องแคล่ว แขกรับเชิญชื่อดัง และ ความเฉียบคมแบบสุดๆครับ แนะนำ Power, Gorgeous, Lost In the World และ Monsters

My Beautiful Dark Twisted Fantasy

2. The Drums – The Drums งานเพลงเปิดตัวของวงป๊อปร๊อคจากบรู๊คลีน อเมริกาที่ยอดเยี่ยมแสนเหลือเกิน พวกเขาจับเอาบรรยากาศของความสดชื่นของฤดูร้อนมายัดใส่ใน 43 นาทีของอัลบั้ม แต่ละเพลงนั้นชวนเราวิ่งไปตามชายหาด จีบสาว เล่นเซิร์ฟได้อย่างเพลิดเพลินเสียเหลือเกิน หลายต่อหลายเพลงเจิดจรัสเหมือนกับงานของ Roy Orbison และบางเพลงก็แฝงความเศร้าสร้อยไว้ด้วยอย่าง It Will All End In Tears ที่ทำให้ผมแอบนึกไปถึง Joy Division แนะนำ Best Friends, I Need Fun In My Life, Let's Go Surfing และ Forever And Ever AmenThe_Drums

1. Mystery Jets – Serotonin งานชุดที่สามของสี่หนุ่มจากอังกฤษที่ผมรู้ดีว่าเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่ค่อนข้างแปลก แต่เมื่อเช็คดูแล้ว มันคืออัลบั้มที่ผมเปิดฟังบ่อยมากที่สุดในปีที่ผ่านมาแล้วครับ ฟังจนพรุน มันคืองานที่เป็นตัวอย่างของฝีมือการแต่งเพลงชั้นเลิศ บวกเขากับทักษะทางดนตรีระดับเยี่ยม ทำให้ได้งานเพลงกีตาร์ป๊อปที่ทั้งยอดเยี่ยม งดงาม สดชื่น และมีเอกลักษณ์มากที่สุดอีกชิ้น พวกเขาไม่ต้องทำอะไรหวือหวามากนัก แค่ทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดและทำได้ดีที่สุดก็พอ มันคืองานเพลงที่สดชื่นและลงตัวที่สุดในปีที่ผ่านมาของผมครับ แนะนำทั้งอัลบั้มแหละครับ แต่ถ้าเจาะจงลงไปหน่อยก็ Dreaming of Another World ที่แต่งออกมาได้ลงตัวจริงๆ และ Serotonin ที่ติดหูเสียเหลือเกิน

Serotonin

Monday, January 17, 2011

Best of 2010 30 งานเยี่ยมของปีก่อน (ตอน 2)

Technorati Tags:

19. Janelle Monae – The Archandroid งานชิ้นแรกของศิลปินสาวผิวสีวัย 25 ปีจากอเมริกาที่ต้องทำให้ผมทึงจากความเก๋าเกมเกินกว่าจะเชื่อว่าเธออายุเท่านั้นจริง The Archandroid คืองานที่ผสมผสานดนตรีหลากแนวเข้าด้วยกัน และขยำออกมาได้อย่างเท่เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเพลง โซล ฟังค์ รวมไปถึงร๊อค โดยเฉพาะเพลงประกอบภาพยนต์เก่าๆ บวกเขากับเนื้อเพลงแหวกแนว และยังได้ทรงผมกับท่าเต้นเท่ๆเข้ามาผสม ทำให้ได้อัลบั้มที่รียกได้ว่า Super Cool เลยทีเดียว แนะนำเพลง Tightrope (ดูวิดีโอด้วยก็ดี)

janelle_monae_arch_android

18. Chromeo – Business Casual งานเพลงแดนซ์ฟังค์ชุดที่สามจากคู่ดูโอจากแคนาดาที่ผมคิดว่า งานชุดนี้ พวกเขางัดเอาอาวุธทุกอย่างที่พวกเขาคิดได้ออกมาใช้กับงานชุดนี้ได้อย่างลงตัวเอามากครับ ทั้งเบสแบบฟังกี้ที่เร้าอารมณ์ ตัวโน๊ตที่พาไปถึงจุดสุดยอด และเสียงร้องที่แหบแต่มีเสน่ห์ แม้จะเป็นงานที่ป๊อปไปหน่อย แต่ผมว่ามันคืองานที่เหมาะกับการเริ่มต้นงานปาร์ตี้ ไม่ว่าจะบนฟลอร์หรือบนเตียง แนะนำ Night By Night และ When The Night Falls

chromeo_business-casual-cover-500x500

17. Bullet for My Valentine – Fever ปีที่ผ่านมา ผมฟังงานเพลงหนักๆน้อยมากโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่งานชุดใหม่ของ BFMV จากเวลส์เป็นหนึ่งในงานที่ผมชื่นชอบ เพราะความหนักหน่วง และมันสะใจในระดับกำลังดีของวงนี้ พวกเขาทำเพลงเมทัลที่มีไลน์ดนตรีสวยๆให้ได้ฟังเพลงๆเสมอแบบไม่รกหูเกินไป ลงตัวครับ ฟังเวลาขับรถแล้วได้อารมณ์ เผลอแหกปากตามเป็นระยะๆ แนะนำ The Last Fight และ Your Betrayal

bullet_for_my_valentine-fever-cover

16. Big Boi – Sir Lucious Left Foot งานเดี่ยวชิ้นแรกของหนึ่งในสองสมาชิกของวงฮิปฮอปขั้นเทพอย่าง Outkast ที่แม้ว่ามันจะทำให้ผมเสียวกับอนาคตของ Outkast แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคืออัลบั้มฮิปฮอปที่ยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน และแสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ๆของฮิปฮอปแบบที่สองคู่หูชอบทำให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ มันทะลวงความซ้ำซากจำเจของดนตรีฮิปฮอปในช่วงหลังได้อย่างงดงาม แนะนำ Follow Us, Shutterbugg และ Be Still

big-boi-sir-lucious

15. Manic Street Preachers – Postcards from a Young Man นี่ก็เป็นอีกวงที่นอนมาครับ งานของวงโปรดของผมที่ต้องบอกตรงๆว่า พวกเขาโคตรเก๋าเกมครับ อัลบั้มนี้แสดงให้เห็นถึงความเก๋าเกม และความทุ่มเททำงานอย่างหนักของพวกเขาได้เป็นอย่างดี แต่ละเพลงได้รับการแต่งออกมาอย่างลงตัว แม้จะไม่ก้าวร้าวเหมือนเดิม แต่พวกเขาก็ไว้ลายได้อย่างสวยงามครับ แนะนำ (It's Not War) Just The End Of Love กับ A Billion Balconies Facing The Sun ที่แอบทำให้นึกถึงงานเก่าๆ

manics_cover

14. Avengers in Sci-Fi – Dynamo งานเพลงชิ้นที่สามของวงจากญี่ปุ่นที่ผมแอบเชียร์มานาน และเป็นงานแรกกับต้นสังกัดเมเจอร์ซะที พวกเขาทำงานเพลงร๊อคที่ผสมกับอีเล็คโทรนิกส์หลุดโลกออกมาได้อย่างลงตัวครับ แม้จะได้บ้าขนาด Polysics แต่ก็ติดหูและชวนกระโดดไปมาได้อย่างสนุก หวังว่าจะดังเสียทีครับ แนะนำ Delight Slight Lightspeed และ Lovers On Mars

20nrpk

13. These New Puritans – Hidden งานเพลงอาร์ตร๊อคแหวกแนวชิ้นที่สองจากวงอังกฤษวงนี้ เป็นงานที่ทั้งมืดหม่น ลึกลับ อลังการ และหลุดโลกอย่างไม่เกรงใจใครครับ บรรยากาศความหลอนที่อบอวลทั่วอัลบั้มน่าจะมาจากผมการโปรดิวซ์ของ Graham Sutton อดีต Bark Psychosis มันคืองานที่ทำให้เสียวสันหลังได้เป็นอย่างดี แนะนำ We Want War

these new puritans

12. Daft Punk – Tron OST ปกติผมไม่ค่อยเลือกงานซาวแทร๊คหนังมาเท่าไหร่นัก นอกจากมันจะเลิศเลอจริงๆ และมันก็ยอดเยี่ยมจริงๆครับ การเอาDaft Punk มาทำงานเพลงให้กับหนังเรื่องนี้คือแนวคิดที่ฉลาดกว่าความฉลาดของหนังของดิสนีย์หลายเรื่องมารวมกันอีกครับ เพลงเด่นคือ Derezzed แน่นอน เพราะเป็นเพลงเดียวที่เต้นได้อย่างเมามัน แต่จริงๆแล้ว เพลงบรรเลงทั้งหลายนั้นทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้หนังได้เยี่ยมมากครับ

1290467871_daft-punk-tron-legacy

11. Two Door Cinema Club – Tourist History ผลงานชินแรกของวงที่เอาเพลงแดนซ์มาผสมอินดี้จากอังกฤษ และเป็นงานที่ผสมได้เมามันมากครับ แต่ละเพลงโจ๊ะมากๆครับ ทั้งเสียงกีตาร์ที่ไล่เรียงไปกับจังหวะได้อย่างสนุกและติดหู เล่นเอาเด็กอินดี้อยากลงไปดิ้นบนฟลอร์อย่างสนุกจริงๆ อีกอย่างที่ผมชอบมากคือ เสียงร้องนุ่มๆที่ฟังเพลินครับ แนะนำ I Can Talk และ Undercover Martyn

Two_Door_Cinema_Club_-_Tourist_History

10. Flying Lotus – Cosmogramma งานอัลบั้มเพลงแดนซ์ที่เหมือนกับหลุดมาจากอีกโลกนึง มันเต็มไปด้วยจังหวะแปลกๆ เสียงประกอบพิลึก และบรรยากาศแจ๊ซกรุ่นกลิ่นควันบุหรี่ คำที่ผมจะเอามาใช้กับงานชิ้นนี้ได้เหมาะที่สุดคือ Eclectic ครับ รวมเสียงแห่งความมหัศจรรย์ไว้เต็มแผ่นจริงๆ แนะนำ ...And the World Laughs with You

Cosmogramma-650

Monday, January 10, 2011

Best of 2010 30 งานยอดเยี่ยมของปีก่อน (1)

Technorati Tags:

หลังจากอู้มานาน ผมก็ได้เวลาเลือกอัลบั้มโปรด 30 แผ่นของผมจากปีที่แล้ว ซึ่งก็เลือกเอาตามความชอบส่วนตัวนั่นแหละครับ ใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็แสดงความเห็นมาได้นะครับ

30. Yeasayer – Odd Blood งานชิ้นที่สองของวงร๊อคแนวทดลองจากอเมริกาที่สร้างความสุขทุกครั้งที่ได้ยิน ด้วยบรรยากาศที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นอย่างมาก ฟังไปแล้วบางที่ก็เหมือนกับการจับเราไปอยู่ในโลกของรายการทีวียุค ’80 กับโลกของเกม 8 บิต กับสีสันที่ฉูดฉาด แนะนำเพลง O.N.E กับ Madder Red

Odd-Blood

29. Nas & Damian Marley – Distance Relatives การร่วมงานของเจ้าพ่อฮิปฮอปแห่งนิวยอร์ก กับทายาทของราชันแห่งเรกเก้ กลายมาเป็นงานเพลงที่ผสมดนตรีสองแนวออกมาได้อย่างลงตัว และยังผสมเสน่ห์เฉพาะตัวของศิลปินทั้งสองคนออกมาได้อย่างไร้ที่ติ แค่เพลงเปิดอย่าง As We Enter ก็โชว์ความเก๋าได้เป็นอย่างดี และยังมี Dispear ที่โครมครามเอาเรื่อง

Nas-Damian-Marley-DR

28. Warpaint – The Fool งานเพลงที่ผมพึ่งเขียนถึงไปได้ไม่นาน งานอัลบั้มแรกจากสี่สาวมาดเท่จากอเมริกา ที่นำพาเราไปสู่โลกอันลึกลับ ที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบที่เราไม่ทราบว่าเป็นของนางฟ้าหรือแม่มดกันแน่ รวมไปถึงเสียงกีตาร์ที่ล่องลอยอยู่ในมวลอากาศอย่างงดงาม เพลงที่ขอแนะนำเลยคือ Undertow ครับ

warpaint-the-fool

27. Crystal Castles – Crystal Castles II งานชุดที่สองจากดูโอหลุดโลก ที่ทำเพลงเหมือนกับการปฏิวัติของเครื่องเกม 8 บิต ทั้งหลาย แม้มันจะเป็นเพลงแดนซ์อย่างชัดเจน แต่กลับมีความกบฏของพังค์อยู่อบอวลไปทั่ว มันทั้งดิบ และกร้านอย่างงดงาม ตัวอย่างคือเพลง Doe Deer ที่เหมือนสงครามในสมองของหุ่นยนต์ และยังมี Baptism ที่ถาโถมโจมตีเราด้วยคลื่นแห่งเสียงอย่างไม่หยุดหย่อน

cc

26. We are Scientists – Barbara งานเพลงชุดที่ 4 ของวงที่มักจะมีมุกมาให้เราได้ฮาเสมอ สำหรับผมแล้ว งานชุดนี้เป็นงานที่ลงตัวที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา ทั้งโทนเพลง ทั้งบรรยากาศ เยี่ยมหาที่ติดไม่ได้ครับ แต่ละเพลงโจ๊ะได้ใจวัยรุ่นเหลือเกิน แม้ซิงเกิ้ลอย่าง Nice Guys และ Rules Don’t Stop จะเด่น แต่เพลง Jack & Ginger นั้น ไร้เทียมทานด้วยการประสานงานที่ลงตัวของทุกอย่างครับ

wearescientists_barbara

25. MGMT – Congratulations งานเพลงชิ้นที่สองของวงที่เคยคว้าที่หนึ่งในชาร์ตของผมมาแล้ว โทนเพลงแตกต่างไปจากชุดแรกมากครับ เครื่องสังเคราะห์ลดลง บรรยากาศเพลงจะหนักไปทางไซคีเดลิคยุคเก่าในแบบของ Syd Barrett ซะมากกว่า และเป็นอีกก้าวที่พวกเขาได้เติบโตมากขึ้นครับ แนะนำ Flash Delirium

MGMT-congratulations-review-1-530-85

24. Mumford and Sons – Sigh No More อันนี้ออกจะโกงหน่อย เพราะออกขายตั้งแต่ปี2009 แต่ผมยึดเอาออกขายที่อเมริกาปี 2010 แทน งานชิ้นแรกของวง British Folk Rock ที่โดดเด่นเหลือเกิน นอกจากบรรยากาศแบบอังกฤษจ๋าแล้ว เพลงของพวกเขายังเต็มไปด้วยรายละเอียดและเนื้อเพลงที่คมคายอีกหนึ่งงานเปิดตัวคลาสสิกสุดๆครับ แนะนำ Winter Winds, Little Lion Man และ The Cave

Mumford-Sons-Sigh-No-More

23. Klaxons – Surfing the Void อีกหนึ่งวงที่เคยคว้าอันดับหนึ่งของผมมาแล้ว พวกเขาหายไปนานมากก่อนที่จะกลับมาอย่างน่าตกใจ ด้วยการเลือกโปรดิวเซอร์ที่ไม่น่าจะเข้ากันได้อย่าง Ross Robinson ซึ่งก็ทำให้แนวเพลงแหวงไปจากเดิม ไม่ใช่ขายของเก่ากิน เหมือนพวกเขาทะเยานไปยังดาวดวงอื่น ไม่แดนซ์จ๋า เพลงมีความหนักหน่วงขึ้น บรรยากาศที่หลอนหลุดโลก ยังไม่นับ MV สุดสยองอีกด้วย แนะนำเพลง Echoes ไร้ที่ติดครับ

klaxons_surfingTheVoid

22. iwrestledabearonce – It’s All Happening งานเพลงของวงเมทัลแนวทดลองวงใหม่จากอลาบาม่า ที่เหมือนกับให้ Enter Shikari ซดกระทิงแดงโหลนึง แล้วไปแจมกับ The Locust และ Horse The Band กลายเป็นงานที่อัดแบบหนักเต็มสูบระดับเละเทะยับเยิน และยังเบรกกันด้วยช่วงหนุงๆหนิงๆ แถมยังมีเพลงเต้นรำเข้ามาเสริมด้วย ที่สำคัญ นักร้องหญิงคนนี้สำรากได้ถึงใจมากครับ แนะนำเพลง Danger In The Manger และ Dubstep EP ด้วยครับ

img_1_pr

21. Ikonika – Contact, Love, Want, Have ปีที่แล้ว หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Dubstep มันจะ In สุดๆ ซึ่งพอได้ฟังอัลบั้มนี้แล้วก็ไม่แปลกใจครับ เพราะมันคืองานเพลงที่ผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งเบสบวมๆทึมๆ กับจังหวะที่รวดเร็ว กับเสียงซินธ์สารพัดที่รายล้อม และยังมีโครงสร้างเพลงแบบที่ไม่ยึดรูปแบบเดิมๆเลย แนะนำเพลง Fish, Yoshimitsu และ Millie

ikonika-contact-love-want-have

20. Hurts – Happiness งานเพลงชิ้นแรกของศิลปินซินธ์ป๊อปคู่หูจากแมนเชสเตอร์ พวกเขาทำเพลงป๊อปสมบูรณ์แบบออกมาจนทำให้ผมต้องนึกไปถึงรุ่นพี่อย่าง Human League เลยทีเดียว ทุกเพลงได้รับการแต่งขึ้นมาอย่างละเอียดไม่ต่างกับการทอผ้าไหม บวกเข้ากับเสียงร้องที่แสนงดงาม ก็ได้งานเพลงป๊อปที่ไร้เทียมทานอีกชิ้นหนึ่งของปีที่แล้ว แนะนำ Wonderful Life, Stay และ Blood, Tears & GoldHurt