Monday, August 9, 2010

Scissor Sisters รวมพลังชาวสีม่วง

Technorati Tags: ,

จริงๆ เรื่องนี้ ต้องลงตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่ผมสลับเอาเรื่องของคอนเสิร์ตของวง Coheed and Cambria ที่เขียนเสร็จก็ยกเลิกทันที เสียหน้าไปเล็กน้อยครับ เอาเป็นว่า ไปเจอกับวงแต๋วแตกอย่าง Scissor Sisters ที่ควรจะได้อ่านตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วก็แล้วกันครับ

Scissor Sisters เริ่มต้นจากการย้ายจากบ้านเกิดที่เคนตักกี้มาอยู่นิวยอร์กของสองเกย์ Jakes Shears (เจค ร้องนำ) กับ Scott ‘Babydaddy’ Hoffman (เบบี้แดดดี้ เบส และอื่นๆ) ซึ่งพวกเขาประทับใจบรรยากาศที่เปิดเสรีให้แก่ชาวเพศที่สองอย่างพวกเขามากกว่าในบ้านเกิด และเริ่มทำงานเพลงกันก่อนไปเจอ Ana ‘Ana Matronik’ Lynch (แอนา มาโทรนิค ร้องนำ ซินธ์) ที่ดิสนีย์แลนด์ และได้ดึงเธอมาร่วมวงอีกคน และเรียกตัวเองว่า Scissor Sisters โดยหั่นชื่อเดิมก่อนหน้าให้สั้นลง

ต่อมา พวกเขาได้ Derek ‘Del Maquis’ Gruen (เดล มาคี) เพื่อนของคู่ขาเจคมาเป็นมือกีตาร์ และก็ได้ Patrick ‘PaddyBoom’ Seacor (แพดดี้บูม) หนึ่งเดียวในวงที่เป็นชายแท้มาเล่นกลองให้ (เขาต้องอธิบายให้แม่เข้าใจว่า ไม่ได้เป็นเกย์ และไม่ได้เป็นวงเกย์ แต่มีเกย์เป็นสมาชิกวง) และแล้ว Scissor Sisters ก็ครบคนแล้วScissor Sisters

หลังจากได้สัญญากับค่ายเพลงเล็กๆในนิวยอร์ก พวกเขาก็ออกซิงเกิ้ลแรก Elctrobix ที่น่าเสียดายที่มันไม่ดังเท่ากับเพลงแถมของมัน Comfortably Numb ที่คัฟเวอร์เพลงเก่าของ Pink Floyd กลายเป็นเพลงดังประจำคลับและ Pink Floyd ก็ชอบเพลงของพวกเขาด้วย

ต่อมาพวกเขาก็ออกเพลงป๊อปที่มีกลิ่นดิสโกเท่ห์อย่าง Laura ออกมา และกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตในเกาะอังกฤษที่พวกเขาได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาออกเพลง Comfortably Numb มาเป็นซิงเกิ้ลออีกรอบ ตามมาด้วยเพลง Take Your Mama ที่เกี่ยวกับการพาแม่ไปเที่ยวคลับเกย์ เพื่อสารภาพว่าลูกชายเป็นเกย์นะฮะ ซึ่งมันก็ได้รับความนิยมอย่างมากอีกเช่นกัน

พวกเขาตามความสำเร็จด้วยการออกอัลบั้มเต็ม ชุดแรกที่ชื่อ Scissor Sisters เหมือนวงในช่วงต้นปี 2004 และมันก็ทำยอดขายได้ถล่มทลายเป็นที่อิตไปทั่วเกาะอังกฤษ ถึงขนาดขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่ง และที่อเมริกาบ้านของพวกเขาก็ขึ้นอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงเต้นรำเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างมาก เมื่อเทีบยบกับภาพลักษณ์ของพวกเขาที่เรียกได้ว่า เป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมที่หลายคนยังไม่ยอมรับ แต่กลับสามารถทำยอดขายได้เท่าเทียมกับศิลปินประเภทเอาใจสาธารณชนอย่าง James Blunt หรือ Norah Jones ได้อย่างงดงามscissor02_PH1

แต่หากฟังดนตรีอย่างเอาจริงเอาจัง ก็คงไม่ต้องสงสัย เพราะว่าดนตรีของพวกเขาเต็มไปด้วยความสดใหม่ ก๋ากั๋น และฉูดฉาด หวือหวา อย่างเร้าใจ นอกจากจากซิงเกิ้ลต่างๆที่ว่ามาแล้ว เพลงอย่าง Lovers in the Backseat หรือ Tits on the Radio ก็เยี่ยมและติดหูไม่แพ้กัน ไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะกลายเป็นวงขวัญใจในเทศกาลดนตรีในหน้าร้อน นอกจาก การแสดงสดที่เต็มไปด้วยสีสันแล้ว พวกเขายังมีเพลงเด็ดอย่าง Filthy/Gorgeous ที่ทำให้เป็นเพลงชาติของพวกสุขนิยมอีกด้วย

หลังจากปรสบความสำเร็จ พวกเขาก็ได้โอกาสเข้ารับคำชี้แนะจากปรมจารย์แต๋วอย่าง Elton John และมันกลายมาเป็นอิทธิพลต่องานชุดใหม่ Ta-Dah ที่จะออกวางขายในปี 2006 นั่นเอง

พวกเขาออกซิงเกิ้ล I Don’t Feel Like Dancin ที่เป็นเพลงกีตาร์ป๊อปผสมดิสโกที่ติดหูเป็นอย่างมาก และจะสัมผัสได้ถึงอิทธิพลของเอลตัน จอห์นที่มีต่อตัวเพลงอีกด้วย และเมื่ออัลบั้ม Ta-Dah ออกมา มันก็ทำยอดขายได้เป้นอย่างดี รวมไปถึงคำชมในแง่บวกจากนักวิจารณ์อีกด้วย โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่ามันเป็นอัลบั้มที่ดี เต็มไปด้วยเพลงเด่นหลายเพลงอย่าง Land of a Thousand Words หรือ Kiss You Off เพียงแต่น่าเสียดายที่มันขาดความก๋ากั๋น น่าตื่นเต้นแบบที่เคยมีอยู่เต็มในอัลบั้มแรกScissor-Sisters-01

ระหว่างที่พวกเขาเริ่มทำผลงานชิ้นที่ 3 มาได้ปีกว่า Jake คิดว่า เขาไม่ชอบผลงานที่ออกมา จึงขยำงานทั้งหมดทิ้ง และออกเดินทางไปเบอร์ลิน เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ และได้ Stuart Price โปรดิวเซอร์มือทองมาโปรดิวซ์ให้ และผลลัพท์ที่ออกมาคืองาน Night Work ที่ออกวางขายในปีนี้ ซึ่งนำโดย Fire with Fire เป็นซิงเกิ้ลแรก และมันคืองานเพลงเต้นรำที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ ไล่เรียงทำนองเป็นอย่างดี และชวนให้แหกปากตาม และด้วยเสียงร้องของ Jake ทำให้ผมนึกไปถึงวง Ultravox ขึ้นมาโดยทันที

และเมื่อได้ฟังทั้งอัลบั้ม Night Work คืองานที่เรียกได้ว่าเป็นก้าวย่างใหม่ทางดนตรีของพวกเขาจริงๆ เพราะพวกเขาลดความเป็นเพลงป๊อป และหันไปหาดนตรีเต้นรำแบบแทบจะเต็มตัวเลยทีเดียว ว่าที่ซิงเกิ้ลต่อไปอย่าง Any Which Way ก็เต็มไปด้วยลูกเล่นที่คอยตอดเล็กตอดน้อยอยู่ตลอดทั้งเพลง เพลง Invisible Light ก็ควรประดับอยู่ในทุกคลับอย่างงดงาม น่าจะเป็นอิทธิพลของ Stuart Price ที่นำทางให้นักดนตรีที่มีความสามารถได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนในอาชีพของพวกเขาที่น่าสนใจมากๆเลยครับ

ในโลกที่ผู้คนต่างกลัวที่จะแปลก แต่ Scissor Sisters ไม่สนใจกลัวว่าสังคมจะว่าอย่างไร พวกเขาทำในสิ่งที่เขารักอย่างสุดหัวใจ และผลของมันก็กลายมาเป็นดนตรีชั้นเลิศให้เราได้สัมผัสกัน

Monday, August 2, 2010

Coheed and Cambria มหากาพย์ไซไฟ

Technorati Tags: ,

จริงๆแล้ว ครั้งนี้ ผมกะจะเขียนเกี่ยวกับวงดิสโก้แต๋วแตก Scissor Sisters แต่ก็ต้องเปลี่ยนแนวกระทันหัน เมื่อได้รับแจ้งว่าวง Coheed and Cambria กำลังจะมาเล่นที่ไทย ทำให้ต้องเปลี่ยนเรื่องกระทันหันแบบแทบตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน

Coheed and Cambria เป็นวงที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่นักในบ้านเรา เพราะออกจะจัดกลุ่มแนวดนตรียากหน่อย และนวเพลงของพวกเขาก็ไม่ใช่สายหลักที่วัยรุ่บ้านเราฟังกัน แต่ถ้าเป็นนักฟังเพลงที่เจาะรายละเอียดหน่อย จะรู้ว่าเพลงของพวกเขานั้นซับซ้อนในภาดดนตรี และลงลึกในภาคเนื้อเพลงจริงๆ เดี๋ยวจะไปลงรายละเอียดว่าทำไมผมถึงคิดอย่างนั้นนะครับ

coheed-coheed-and-cambria-69957_1800_1456 Coheed and Cambria คือวงที่รวมตัวกันในช่วงปี 1995 โดยสมาชิกวงในปัจจุบันคือ Claudio Sanchez (คลาวดิโอ ร้องนำ กีตาร์ และเกือบทุกอย่าง) Travis Stever (ทราวิส กีตาร์) Michael Todd (ไมเคิล เบส) และ Chris Pennie (คริส กลอง) โดยที่เมื่อตอนเริ่มต้น พวกเขาทดลองกับดนตรีหลากหลายแนว โดยที่พวกเขามีวงดนตรีอย่าง Pink Floyd และ Led Zeppelin เป็นแรงบันดาลใจหลักของพวกเขา โดยผสมเข้ากับวงพังค์รุ่นใหม่อย่าง At The Drive-In เข้าไปด้วย จนกลายเป็นแนวเพลงแบบอลังการและซับซ้อนแบบเฉพาะของพวกเขาเอง

ในทีแรกที่ตั้งวง พวกเขาเรียกตัวเองว่า Shabutie ก่อน แต่เมื่อเริ่มแต่งเพลง พวกเขาก็ยืนพื้นเนื้อเพลงของพวกเขาจาก เนื้อเรื่องการ์ตูนเรื่อง The Bag. On Line Adventures ที่เป็นการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่ Claudio เป็นคนแต่ง จนออกมาเป็น EP Delirium Trigger ในปี 2000 และเนื้อเรื่องการ์ตูนนี้เองที่จะเป็นคอนเซ็ปต์ในการแต่งเนื้อเพลงของอัลบั้มต่อๆไปของพวกเขา จนพวกเขาเปลี่ยนชื่อวงเป็น Coheed and Cambria ตามชื่อตัวละครเอกของเรื่องนี้ รวมทั้งโลโก้ของวงที่เป็นสัญลักษณ์หลักของของเรื่องอีกด้วยAmory Wars volume 1 Coheed and Cambria

อัลบั้มแรกในนาม Coheed and Cambria คือ Second Stage Turbine Blade ที่ออกมาในปี 2002 ซึ่งเนื้อเรื่องของงานเป็นภาคที่สองของ The Bag. On Line Adventures ที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น The Amory Wars โดยเนื้อเพลงเป็นช่วงเริ่มต้นของการ์ตูนชุดนี้ ส่วนภาคดนตรี มันออกจะไปคล้ายกับวง At The Drive-In ที่ผสมเอาความเป็นดนตรี Progressive ในแบบ Pink Floyd เข้ามา และมันก็เป็นอัลบั้มที่เปิดตัววงได้อย่างงดงามเลยทีเดียว โดยมีเพลงเด่นอย่าง Devil In Jersey City และ Time Consumer

พวกเขาทำภาคต่อมาในอัลบั้ม In Keeping Secrets of Silent Earth 3 ที่เป็น 10 ปีหลังจากเหตุการณ์แรก และ Claudio ลูกชายของตัวเอกภาคที่แล้วที่ตายไป พบว่าตัวเองกุมโชคชะตาของโลกไว้อยู่ ซึ่งก็กล่าวไว้ในเพลง The Crowing นั่นเอง และยังมีเพลงเด่นอย่าง Blood Red Summer อีก

ปีต่อมา พวกเขาก็ออก Good Apollo, I'm Burning Star IV, Volume One: From Fear Through The Eyes of Madness เป็นตอนแรกของภาคสี่ของเรื่อง ซึ่งโฟกัสไปที่คนเขียนเรื่องแทน ซึ่งโทนเพลงของอัลบั้มนี้ออกจะไปคล้ายกับแนวเฮวี่เมทัลซะมากกว่าโดยเพลงโปรดของผมคือ Crossing the Frame ครับ

ปี 2007 พวกเขาก็ออกภาคต่อ Good Apollo, I'm Burning Star IV, Volume Two: No World for Tomorrow ออกมา โดยกลับไปหาเนื้อเรื่องเดิม โดยงานชุดนี้ พวกเขากะทำให้มันอลังการยิ่งกว่าเดิม โดยฟังจากซาวนด์เพลงในอัลบั้มได้ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาพลาดไปตรงที่ไม่ทำให้มันสุดๆไปเลย เลยค่อนข้างจะค้างเติ่งไปหน่อย แต่เพลงอย่าง The Running Free ก็เจ๋งใช้ได้ครับCSW-00298440085

และในปีนี้พวกเขาก็ออก Year Of the Black Rainbow ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องก่อนหน้า Second Stage Turbine Blade และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด ซึ่งพวกเขาก็เลือกกลับไปทำผลงานแนวเมทัลแบบเต็มรูปแบบ ฟังจากเพลง Here We Are Juggernaut ที่หนักหน่วงเอาเรื่อง เช่นเดียวกับ In the Flame of Error และทำให้พวกเขาได้รับคำชมจากนักวิจารณ์เป็นอย่างมาก กลายเป็นงานที่คืนฟอร์มให้กับพวกเขาได้เป็นอย่างดีครับ

หลังจากที่ตามวงนี้มานานกว่า 6 ปี ในที่สุดก็มีโอกาสได้ดูวงนี้เล่นสดซะทีครับ ถึงจะรู้แบบกระทันหันก็ตามที แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ครับ แต่พอเขียนเสร็จ แล้วมาเช็คอีกรอบ ปรากฎว่ายกเลิกแล้ว เอาเป็นว่า อย่างน้อยก็ได้รู้จักกับวงใหม่แล้วกันนะครับ ถึงจะไม่ได้ดูคอนเสิร์ตก็เถอะ แล้วเดี๋ยวเจอกับ Scissor Sisters สัปดาห์หน้าครับ

Sunday, July 25, 2010

The Gaslight Anthem: กรีดหัวใจมาใส่บทเพลง

Technorati Tags: ,

โดยส่วนตัวแล้ว เท่าที่ฟังดนตรีมาหลายแนว และมีวงที่ชื่นชอบหลายวง สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผมชอบวงดนตรีใหม่ๆขึ้นมาได้ในแรกฟังคือ ความสดใหม่ ความทะเยอทะยาน ความกล้า และความทุ่มเท ของวงดนตรีนั้นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าเป็นคนรักเสียงเพลง มันสัมผัสได้ง่ายไม่ต่างกับการอ่านหนังสือสักเล่มแล้ว ว่าคนแต่งนั้น ตั้งใจและทุ่มเทแค่ไหน เพลงของบางวงนั้นก็เหมือนกับเอาจิตวิญญาณของทั้งชีวิต อัดเข้าไปในเพลงๆเดียว แล้วหนึ่งในวงที่ผมคิดว่าพวกเขาทุ่มเทได้อย่างยอดเยี่ยมก็คือ The Gaslight AnthemTheGaslightAnthem_BY_Sabine_Ahrens_12

The Gaslight Anthem คือวงดนตรีสี่ชิ้นจาก New Jersey อเมริกา นำโดยหัวหอกของวงอย่าง Brian Fallon (ร้องนำ กีตาร์) Alex Rosamilia (อเล็กซ์ กีตาร์) Alex Levine (อเล็กซ์ เบส) และ Benny Horrowitz (เบ็นนี่ กลอง) ซึ่งพวกเขารวมตัวกันในปี 2005 และเริ่มทำเพลงโดยได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนว Jersey Shore Sound จากศิลปินรุ่นพี่ (พ่อ) จากเมืองเดียวกันอย่าง Bruce Springsteen ในลักษณะของการทำเพลงชวนตะโกนแหกปากร้องตาม และผสมเข้ากับดนตรี Hardcore Punk ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Jawbreaker ไปจนถึง The Ramones, The Cure และ The Clash จนกลายมาเป็นซาวนด์เฉพาะตัวของพวกเขา

ปี 2007 พวกเขาออกอัลบั้มแรกที่ชื่อ Sink or Swim ที่สร้างชื่อเสียงในแวดวงเพลงร๊อคได้เป็นอย่างดี ด้วยเพลงเด่นๆสารพัดอย่าง Drive ซิงเกิ้ลแรกที่แสดงความเป็นตัวตนและเอกลักษณ์ของที่เต็มไปด้วยเสียงกีตาร์สวยๆ และเสียงร้องที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น อีกเพลงที่เด่นไม่แพ้กันคือ We Came To Dance ที่มีจังหวะที่เร้าใจ บวกกับเสียงกีตาร์ที่แสนเพราะไล่เรียงไปพร้อมกับมัน ส่วนเพลง I Coul'da Been A Contender ก็แสดงให้เห็นถึงการผสม Bruce Springsteen เข้ากับ Jawbreaker ที่ลงตัวแบบสุดๆ นอกจากนี้ยังมีเพลงช้าๆเพราะๆอย่าง The Navesink Banks ที่แสนงดงามอย่างเรียบง่ายอีกด้วย และอัลบั้มเปิดตัวนี้ แม้จะไม่ได้ทำยอดขายที่โดดเด่นอะไร แต่มันก็ทำให้พวกเขากลายเป็นดาวดวงใหม่ที่น่าจับตามองของวงการเพลงอเมริกาในทันที จนได้ไปร่วมทัวร์กับวงดังๆอย่าง Against Me! และ Rise Against และเมื่อพวกเขาออก EP คั่นเวลา ชื่อ Señor And The Queen ในปี 2008 พวกเขาก็ดังข้ามฟากไปฝั่งอังกฤษ โดยนิตยสารอย่าง Kerrang ถึงกับเอาพวกเขาขึ้นปกทันทีโดยไม่เคยเขียนถึงมาก่อนด้วยซ้ำ gaslight-anthem-1

ในปีเดียวกัน อัลบั้มที่ 2 ที่ชื่อ The ’59 Sound ก็ได้โอกาสออกมาเผยโฉมให้โลกได้รู้จัก ซึ่งเพลงเปิดตัวมันก็คือเพลง The ’59 Sound ตามชื่ออัลบั้ม และมันคือเพลงที่ยอดเยี่ยมอีกเพลงหนึ่งของปีนั้น มันคือเพลงที่ Brian แต่งขึ้นมาเพื่อเพื่อนของเขาที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุ และในทุกๆคำที่เขาร้องออกมา คุณจะสัมผัสถึงความจริงใจ และความเศร้าของเขาที่มันแน่นจนต้องระบายออกมาเป็นเพลง มันคือบทเพลงที่ทำให้เรารู้สึกว่า Brian เอามีดกรีดไปที่กลางหัวใจของเขาเพื่อเอาเลือดมาเป็นหมึกเขียนเพลง หากใครไม่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนั้น คงไม่อาจเข้าใจและแต่งเพลงแบบนี้ออกมาได้ The ’59 Sound คือความงดงามอย่างมหัศจรรย์ที่จุติบนความเศร้าสร้อยมิต่างไปจากมหาวิหารทัชมาฮาลเลยทีเดียว แค่จิตวิญญาณและความทุ่มเทที่พวกเขาใส่ลงไปในเพลงๆนี้เพลงเดียวก็มากกว่าที่หลายวงเคยทำมาตลอดชีวิตแล้ว

นอกจาก The ’59 Sound แล้ว ตัวอัลบั้มเองก็ยังเต็มไปด้วยเพลงพังค์ร๊อคเด่นๆหลายเพลงอย่าง High Lonesome ที่สุดแสนจะเท่ห์ชวนให้เราสวมเกือกบู๊ทท่องไปทั่วอเมริกา The Patient Ferris Wheel ที่ขวนแหกปากตาม หรือ Miles Davis & The Cool ที่เท่ห์สมกับชื่อเพลง และ The ’59 Sound ก็เป็นอัลบั้มที่ส่งให้พวกเขาดังไปทั่วสองฝั่งแอตแลนติคในทันทีgla_img01_hires

และหลังจากที่รอคอยมานาน พวกเขาก็กลับมากับผลงานชุดที่สามในปีนี้กับชื่อ American Slang ที่มีซิงเกิ้ลเบิกโรงชื่อเดียวกับวงคือ American Slang ที่ ออกจะช้าแต่อลังการกว่าเพลงเดิมๆหน่อย โดยเนื้อเพลงน่าจะกล่าวถึงศิลปินที่เขาชื่นชมอย่าง Joe Strummer และมันก็ยังเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้งานชุดที่แล้วเลย และเช่นกัน ตัวอัลบั้มเองก็เต็มไปด้วยเพลงเจ๋งๆอีกหลายเพลงอย่าง The Queen of Lower Chelsea ที่ส่งกลิ่นของ U2 ยุค Joshua Tree โขยออกมา Stay Lucky และ Boxer ที่มาในแบบ Jersey Shore Sound จ๋าๆ รวมไปถึง Orphans ที่เกี่ยวกับประสบการณ์เป็นลูกที่ถูกพ่อทอดทิ้งของ Brian เอง แม้ว่า American Slang จะไม่ได้ยอดเยี่ยมเท่ากับ The ’59 Sound แต่มันก็โดดเด่นไม่แพ้กัน และยังเป็นอัลบั้มที่โดดเด่นอีกอัลบั้มในปีนี้

จากเมืองที่เป็นรอง New York ตลอดกาล พวกเขาสามารถสร้างความโดดเด่นขึ้นมาครองหัวใจชาวอเมริกันได้ด้วยบทเพลงที่กลั่นออกมาจากหัวใจ บอกได้แค่เพียงว่า เส้นทางของ The Gaslight Anthem ยังอีกยาวครับ

Saturday, July 17, 2010

Jay Sean: ภารตะบุกตะวันตก

Technorati Tags: ,

หลังจากที่ชาติจากเอเชียทำผลงานได้ดีในฟุตบอลโลก แล้วชาวเอเชีย ทำได้ดีขนาดไหนในวงการเพลงระดับโลกล่ะครับ แม้เราจะมีศิลปินเกาหลีหลายคนที่พยายามไปเปิดตลาดในอเมริกาหรือยุโรป แต่ก็ยังมีชายเชื้อสายเอเชียอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในตะวันตกครับ เขาคือ Jay Sean นั่นเอง

ถ้าบอกชื่อ Jay Sean เฉยๆ หลายคนคงจะบอกว่า มันเอเชียตรงไหนหว่า แต่จริงๆแล้ว ชื่อของเขาคือ Kamaljeet Singh Jhooti ชื่อแบบนี้ คงเดาได้นะครับว่าเป็นชาวอะไร เขาคือหนุ่มเชื้อสายอินเดียที่เกิดในครอบครัวผู้อพยพชาวปัญจาบในอังกฤษครับ และแม้จะเป็นชนกลุ่มน้อย เขาก็สนใจในดนตรีของตะวันตกมาตั้งแต่เด็กโดยได้ตั้งวงฮิปฮอปตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เสียการเรียนอะไร เขาจบจากโรงเรียนมัธยมชื่อดังโดยได้เกรดดี ถึงขนาดได้เข้าเรียนในคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่สุดท้าย เขาก็เลือกทำในสิ่งที่เขารักจริงๆ ด้วยการลาออกจากมหาวิทยาลัยมาเผชิญความเสี่ยงกับชีวิตศิลปินที่เขายังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย (ใจกล้ามากครับ ถ้าเป็นบ้านเรา แบ๊คกราวนด์ดีแบบนี้ เดี๋ยวก็ไปสมัครไม่เอฟเอ ก็ ดาร์ สะเตอะ แล้วไปเต้นด๊อกแด๊กๆ อาววว มันกลับมาหลอนอีกแล้ว ครั้งนี้ขนาดพณท่านยังมาช่วยเชียร์ด้วย)Jay Sean  Lil Wayne jay_sean7

หลังจากออกจากมหาวิทยาลัย เขาได้ไปเข้าสังกัดค่ายเพลง 2Point9 ในปี 2003 ซึ่งในช่วงนั้น ได้เป็นแหล่งรวมศิลปินเชื้อสายเอเชียไว้เยอะมาก โดยที่เขาก็หันมาเรียกตัวเองว่า Jay Sean จากชื่อเล่นตั้งแต่เด็กของเขา เปลี่ยนแนวเพลงจากฮิปฮอปมาเป็น R&B เนื่องจากเขารู้ดีว่าการเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอินเดียนั้นยากที่ประสบความสำเร็จกับแนวเพลงนี้ได้ และเขาก็ได้ออกผลงานชิ้นแรกในปลายปีนั้นเอง ด้วยการโปรดิวซ์ของไอ้หนุ่มภารตะอีกราย นั่นคือ Rishi Rich เช่นเดียวกับเพื่อที่มาร้องเสริมอย่าง Juggy Dในเพลง Dance With You ที่เต็มไปด้วยความเป็นภารตะตั้งแต่อินโทรขึ้นมาก แม้ว่าจังหวะของเพลงจะเป็นเพลง R&B แต่ว่าเสียงประกอบที่โชยกลิ่นโรตีมาแต่ไกล ทำให้มันเหมือนกับเพลงประกอบหนังบอลลีวู้ดที่ทันสมัยมากกว่าครับ แต่ก็แน่นอนว่า การผสมผสานกลิ่นตะวันออกเข้ากับดนตรีตะวันตกได้อย่างลงตัวแบบที่น่าจะเรียกได้ว่า Bhangra R&B ทำให้เขาเป็นที่สนใจของวงการเพลงในทันที

และนั่นทำให้ค่ายใหญ่อย่าง Virgin เซ็นสัญญาเขาเข้าค่ายเพลงทันที และเขาก็ได้ออกซิงเกิ้ลต่อมาในฐานะศิลปินเดี่ยวเต็มตัว นั่นคือ Eyes On You ที่ยังดำเนินตามแนวทางเดิม และมันก็เป็นเพลง Top 10 เพลงแรกของเขา และซิงเกิ้ลต่อมา เพลงช้าอย่าง Stolen ก็กลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทำให้เขาเข้าระดับดาราทันที และอัลบั้มแรกของเขาก็ตามมาในปี 2004 นั่นคือ Me Against Myself ที่เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของสองวัฒนธรรมจริงๆ นอกจากสามเพลงที่ว่ามาแล้ว ยังมีเพลงระดับเทพอย่าง On and On ที่โชว์น้ำเสียงชั้นเลิศ และเพลง One Night ที่เด่นด้วยเสียงเครื่องดนตรีอินเดีย แม้ตัวอัลบั้มจะขึ้นอันดับไม่ถึง Top 20 แต่มันก็เป็นความสำเร็จชั้นเลิศ และมันยังดังไปถึงอินเดีย และตลาดยุโรปตะวันออก และส่งให้เขาได้ไปโผล่ในหนังบอลลีวู้ด้วย ดาราเอเชียคนใหม่ได้จุติขึ้นแล้วjaysean-02-big

แต่เนื่องจากนโยบายของค่ายเพลง ทำให้เขาเลือกหันหลังให้ค่ายเพลง แล้วหันมาตั้งค่ายเพลงของตัวเองแทน และนั่นหมายถึงอิสระที่มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เขาเลือกตั้งชื่ออัลบั้มที่สองในปี 2008 ว่า My Own Way ซึ่งมันเป็นไปตามที่เขาต้องการทุกอย่าง เพลงเปิดตัวคือ Ride It ที่เป็นเพลงช้าแต่งามด้วยเสียงร้องไร้ที่ติดของเขา แต่เป็นซิงเกิ้ลที่สอง Maybe ที่ผมคิดว่ามันเป็นเพลง Urban R&B ที่สมบูรณ์แบบจริงๆถึงขนาดไปทาบงานของ Maxwell ได้เลยทีเดียว แม้สองเพลงที่ผ่านมา อิทธิพลอินเดียจะหายไป แต่ในอัลบั้ม ก็ยังคงมีกลิ่นเพลงอินเดียกระจัดกระจายไปเรื่อยแบบเสือไม่ทิ้งลายครับ และต้องไม่ลืมความยอดเยี่ยมของ Stay ซิงเกิ้ลสุดท้ายด้วย ใครต้องการเพลง R&B ที่เต็มไปด้วยความละเมียดละไมก็พลาดไม่ได้ โดยเฉพาะแฟนของ Ne-Yo ครับ

และเขายังไม่เลิกทะเยอทะยาน โดยเขาได้ไปเซ็นสัญญากับค่าย Cash Money ในอเมริกา ซึ่งกลายเป็นตลาดใหม่ที่เขาเข้าเจาะด้วยซิงเกิ้ล Down ที่เป็นเพลง R&B ที่แสนติดหูและได้ดาราใหญ่อย่าง Lil Wayne มาร่วมงาน ทำให้มันกลายเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายรวมไปถึงในประเทศไทยเราด้วยครับ และเขาก็ได้ทำการอัดเพลงใหม่ และเลือกเพลงเก่าจากอัลบั้มก่อน กลายมาเป็น My Own Way ในฉบับอเมริกาที่ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น All or Nothing โดยที่เพลงเด่นก็ถูกนำมารวมในอัลบั้มนี้ และเพิ่มเพลงใหม่ที่เด่นไม่แพ้กันอย่าง Do You Remember หรือ Love Like This (Eternity) เข้าไป กลายเป็นการเปิดตัวศิลปินหนุ่มเลือดภารตะคนนี้ในวงการเพลงอเมริกาได้อย่างงดงาม38811_2

เมื่อไปได้ไกลขนาดนั้นแล้ว สิ่งต่อไปที่รอเขาอยู่คือ การสร้างผลงานอัพเกรดขึ้นมาเป็น Superstar เต็มตัว และสร้างผลงานที่จะกลายเป็นงานคลาสสิคเท่านั้นล่ะครับ

Monday, July 12, 2010

The Automatic อีกหนึ่งสินค้าส่งออกจากเวลส์

Technorati Tags: ,

หลังจากที่เขียนถึงวงรุ่นใหมจากเวลส์ที่เด่นๆไปแล้วถึงสามวง (FFAF, Lostprophets และ BFMV) ผมคงจะเว้นวงอีกหนึ่งวงไม่ได้ แม้แนวเพลงจะต่างกันออกไปไม่น้อย แต่ว่า พวกเขาก็เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดไม่แพ้กันเลย วงที่ว่าคือ วง The Automatic จากคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์นั่นเองครับ

The Automatic เกิดจากการรวมตัวกันของเพื่อนตั้งแต่ประถมสามคน ตั้งวงกันเมื่ออายุ 13 ปี โดยมีสมาชิกคือ Rob Hawkins (ร๊อบ ร้องนำ เบส) James Frost (เจมส์ เบส) และ Iwan Griffith (อีวาน กลอง) โดยห้าปีต่อมา พวกเขาได้สมาชิกอีกคนเพิ่มมาคือ Alex Pennie (อเล็กซ์ คีย์บอร์ด ซินธิไซเซอร์) ทีแรก พวกเชาเรียกตัวเองว่า White Rabbit ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น The Automatic และอัดเดโมที่มีเพลง Raoul และ Rats จนได้สัญญากับค่ายเพลงในปี 2005

พวกเขาเริ่มออกซิงเกิ้ลแรก Recover ในปีนั้นทันที มันคือเพลงร๊อคที่อาศัยจังหวะโจ๊ะๆ ไลน์เบสที่ใกล้เคียงกับเพลงเต้นรำ เสียงกีตาร์ที่คอยตอดเล็ดตอดน้อยตลอด เสียงสังเคราะห์ประกอบ การแหกปากตะโกนเต็มสูบของนักร้องนำ รวมไปถึงการตะโกนโหวกเหวกของคนร้องเสริมด้วย แม้มันจะไม่ได้ติดชาร์ต แต่ความเด่นของมันก็ทำให้พวกเขาได้รับเลือกเป็นวงที่น่าจับตามองในปี 2006 โดยนิตยสาร NME ทันที TheAutomaticNME4 พวกเขาไม่ทำให้คนที่เฝ้าจับตามองผิดหวังด้วยการออกซิงเกิ้ลที่สอง Raoul ตามออกมา โดยอาศัยรูปแบบการทำเพลงแบบเดิม เพียงแต่ว่าครั้งนี้อารมณ์เพลงจะหนักออกไปทางเพลงเต้นรำมากกว่าที่จะเน้นความเป็นร๊อคอย่างเดียว จนเรียกได้ว่า เป็นเพลงร๊อคที่สามารถเต้นตามได้อย่างสบายๆมากกว่า และในครั้งนี้ พวกเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเพลง Raoul ก็ได้ขึ้นชาร์ตหลายชาร์ตตามรายการเพลงต่างๆ

พวกเขาติดตามความสำเร็จด้วยการออกอัลบั้มเต็มชุดแรก Not Accepted Anywhere ในปี 2006 ซึ่งมันได้แรงหนุนอีกแรงจากซิงเกิ้ลที่สาม Monster ที่เป็นเพลงมันสะใจ ช่วยให้แหกปากตาม มันกลายเป็นเพลงฮิตที่สุดของพวกเขาโดยขึ้นชาร์ตถึงอันดับสี่ และยังถูกเอาไปแปลงเป็นเพลงเชียร์บอลยู่เสมอ โดยเปลี่ยนท่อนคอรัส Monster เป็นชื่อนักบอลจอมลุยทั้งหลาย ควมสำเร็จของเพลงนี้ทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นวงที่ดังแค่เพลงเดียว ทั้งๆที่ Raoul ก็เคยเข้าชาร์ต Top 40 มาก่อนแล้ว

ส่วนตัวอัลบั้มนั้น เป็นอัลบั้มที่เรียกได้ว่าเป็นกระป๋องอัดความสดใหม่สุดๆจริงๆ พวกเขาใส่ความสด ความห้าว ของวัยหนุ่มเข้าไปในอัลบั้มแบบเต็มๆ ทำให้ได้อัลบั้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอดรีนาลีน แบบคนหนุ่มจริงๆ นอกจากทั้งสามซิงเกิ้ลแล้ว เพลงอย่าง Seriously Guys I Hate You หรือ You Shout You Shout You Shout ก็มันสะใจไม่แพ้กัน โดยมีทีเด็ดอยู่ที่ความมันชวนให้แหกปากร้องตามเหลือเกิน แต่เสียงแหกปากร้องตามของ Alex กลายเป็นที่ถกเถียงกัน เมื่อนักวิจารณ์ส่วนหนึ่งบอกว่าน่ารำคาญโดยไร้สาระ แต่นักวิจารณ์อีกส่วน (รวมทั้งผมด้วย) เห็นว่ามันทำให้พวกเขาแตกต่างจากวงอื่นๆ และเป็นการใช้เสียงร้องเสริมได้อย่างน่าสนใจมากๆTheAutomaticLEEDS3

Not Accepted Anywhere กลายเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม แต่พวกเขาก็ถึงทางแยก เมื่อ Alex บอกว่าการอยู่ในวงไม่สนุกแล้ว และแนวเพลงของเขาก็ไม่ตรงกับสมาชิกคนอื่น เขาจึงลาออกจากวงโดยยอมทัวร์จนเสร็จกับวงก่อน แม้จะได้เริ่มงานอัดเพลงชุดใหม่ไปบ้างแล้ว ทางวงก็ได้สมาชิกใหม่เข้ามาเสริม นั่นคือ Paul Mullen (พอล กีตาร์ ซินธิไซเซอร์) จากวง Yourcodenameis:Milo ที่พักวงอยู่

และผลงานที่ร่วมกับ Paul ก็ออกมาเป็นอัลบั้มที่สองที่ชื่อ This Is A Fix ในปี 2008 โดยมีซิงเกิ้ลเปิดตัวคือเพลง Steve McQueen ที่ยังมันสะใจเหมือนเดิม แต่ว่าโทนของเพลงจะหนักไปทางเพลงร๊อคมากขึ้นกว่าเดิม และแทนที่เสียงของ Alex ด้วยเสียงประสานของทั้งวงแทน ทำให้เราได้รู้ว่า พวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว นอกจานี้เพลงอย่าง This Is A Fix หรือ Secret Police ก็ทำให้มั่นใจได้ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเขาหันไปหาอารมณ์ของเพลงร๊อคมากขึ้นกว่าเดิม แม้จะมีเพลงอย่าง In The Mountains หรือ Magazines ที่มีกลิ่นเดิมๆบ้าง ถึง This Is A Fix จะเป็นงานเพลงร๊อคที่ดี แต่น่าเสียดายที่มันก็ยังขาดเสน่ห์ที่เคยมีมาThe Automatic video shoot DIGITAL

และในปีนี้ พวกเขาก็กลับมากับงานชุดที่สาม Tear The Signs Down ในปีนี้ ที่เป็นเหมือนการผสมงานสองชุดแรกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยเปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรก Interstate ที่เหมือนงานชุดที่สองแต่ใส่ลูกเล่นอย่างเสียงประสาน ลา ลา ล้า เข้าไปได้อย่างชวนติดหู รวมไปถึงซิงเกิ้ล Run And Hide ติดหูและโจ๊ะไม่แพ้กัน ส่วนเพลง List ก็เป็นเพลงร๊อคบนจังหวะดิสโก้ที่ชวนเต้นตามจริงๆ ส่วน Cannot Be Saved ก็เป็นเพลงร๊อคที่มันสะใจไม่แพ้วงหนักๆวงอื่นเลยทีเดียว เรียกได้ว่าพวกเขาประณีประนอมทิศทางทั้งสองของพวกเขาลงมาเป็นอัลบั้มนี้ได้อย่างดีจริงๆครับ

น่าทึ่งที่ประเทศเล็กๆอย่างเวลส์กลับมีวงดนตรีดีๆโผล่มาไม่น้อยจริงๆครับ นี่ยังไม่ได้เขียนถึงวงสุดฮาอย่าง Goldie Lookin’ Chains เลยนะครับ ฮ่าๆ