Saturday, February 6, 2010

Paramore สาวห้าวรุ่นจิ๋วแห่งวงการ

Technorati Tags: ,

ในวงการเพลงร๊อค มีที่ว่างสำหรับหญิงสาวน้อยมาก แต่ในยุคปี 2000 ได้มีร๊อคเกอร์สาวตัวปลอมโผล่ออกมาเยอะมากตามกระแส Avril Lavigne (รูปแบบคือ ผมดำไม่ก็กัดสีซีด เสื้อทีเชิร์ตร๊อคขาดๆ ยีนส์เดฟ คอนเสิร์ส แบ๊คอัพแบนด์ชาย และมีฉากทำลายกีตาร์หรือทุบกระจกเพื่อโชว์ความร๊อค) จนตลาดเริ่มเบื่อเราถึงได้เจอวงที่ศิลปินหญิงตัวจริงนำวง เช่น Gossip หรือ Yeah Yeah Yeahs ทำให้เรารู้ว่าผู้หญิงเจ๋งๆก็มีเยอะเหมือนกัน และอีกวงที่มีนักร้องหญิงจอมห้าวรุ่นจิ๋วที่มาแรงมากๆในวงการคือ Paramore

Paramore05

Pamore เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2003 เมื่อนักร้องสาวอายุ 13 Harley Williams (ฮาร์ลีย์) ย้ายไปที่ Tennessee และได้พบกับพี่น้อง Josh Farro (จอช กีตาร์) และ Zac Farro (แซ๊ค กลอง) และเริ่มตั้งวงกันโดยมี Jeremy Davis (เจเรมี่) เล่นเบสให้ และเลือกชื่อวง Paramore ที่แปลว่า Secret Lover

หลังจากเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาก็เริ่มแต่เพลงและได้เล่นตามเวทีที่ใหญ่พอควรอย่าง Warped Tour และเริ่มสร้างชื่อ จนทำให้เจ้าของค่าย Fueled By Ramen ต้องตีตั๋วไปดูพวกเขาเล่นในคอนเสิร์ต Taste of Chaos เลยทีเดียว และก็ตัดสินใจดึงพวกเขาเข้าสังกัดทันทีทั้งๆที่สมาชิกวงยังอายุไม่ถึงวัยดื่มเหล้าด้วยซ้ำ

และหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้แต่งเพลงอย่างจริงจัง โดยที่มีเรื่องน่าเศร้าคือ Jeremy เดินออกจากวงไปด้วยเหตุผลส่วนตัว และมันก็เป็นธีมหลักของอัลบั้มไป อัลบั้มแรกของพวกเขา All We Know Is Falling ก็ได้โอกาสออกมาลืมตาดูโลกในปี 2005 เมื่อนักร้องนำอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น ปกอัลบั้มแสดงถึงความเศร้าของการเดินออกจากวงของ Jeremy เพราะมันคือภาพเงาของคนที่เดินออกไปจากโซฟา แต่เพลงของพวกเขาก็มันสะใจอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันจะมาจากวงที่มีอายุน้อยมาก Conspiracy เพลงแรกที่พวกเขาแต่งขึ้นก็เป็นเพลงร๊อคที่ไม่เร็วมากแต่ได้รับการเรียบเรียงเป็นอย่างดี ในขณะที่ซิงเกิ้ลอย่างเพลง Pressure นั้นมันสะใจจากการเดินเบสที่เล่นกับกีตาร์เป็นอย่างดี และได้เสียงร้องที่โดดเด่นเข้ามาช่วยเสริมให้มันลงตัว All We Know ก็เป็นเพลงที่อัดแบบไม่ยั้งบวกด้วยท่อนฮุคที่ติดหูทำให้จำมันได้ง่ายจริงๆ อีกเพลงที่เด่นคือ Emergency ที่หนักพอตัวกับท่อนสับที่ชวนให้เราโยกหัวตามจริงๆ ส่วน Brighter ก็ชวนให้ฮึกเหิมจริงๆ  เรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

paramore-wallpaper-5

เพลงของพวกเขาน่าจะอยู่ในกลุ่ม Pop-Punk แต่มันก็หนักกว่านั้น แต่ก็ไม่ได้โหยหวนขนาด Emo แต่ที่แน่ๆคือมันโดดเด่นจนทำให้พวกเขาได้รับการจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ในการคุมคนดูเวลาแสดงสดของ Harley ที่เจ๋งไม่แพ้นักร้องรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเลยแม้แต่น้อย แม้ผลงานชุดแรกจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ว่าพวกเขาก็ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องยิ่งใหญ่กว่านี้แน่นอน

พวกเขาไม่ทำให้นักวิจารณ์ผิดหวัง เมื่อ Misery Business ซิงเกิ้ลเปิดตัวของผลงานชุดใหม่ออกวางขาย พวกเขาก็กลายเป็นดาราขวัญใจของวงการทันที เพราะมันคือซิงเกิ้ลที่มีพลังพอที่จะกระทืบทุกวงให้จมดินไปเลย นึกไม่ถึงว่าสาวน้อยตัวเล็กจะมีพลังตะโกนได้ขนาดนี้ จากเพลงนี้ ทำให้สปอตไลต์ฉายมาที่พวกเขาในทันที และอัลบั้ม Riot! ที่มันสมชื่อก็ตามมาติดๆ นอกจาก Misery Business แล้ว มันก็ยังมีเพลงเด่นๆอีกหลายเพลงอย่าง Crushcrushcrush ที่ก็หนักหน่วงอย่างมีลีลา อีกเพลงที่มันในลีลาคล้ายๆกับ All We Know ก็คือ Let The Flames Begin ที่คงลีลาความสะใจไว้ได้อย่างดี ส่วน Fences ก็มากับจังหวะที่แปลกไปจนนึกถึง Mama ของ My Chemical Romance เลยทีเดียว ในขณะที่ We Are Broken ก็เป็นเพลงช้าที่ฟังได้เพลินเหมือนกัน Riot! กลายเป็นความสำเร็จที่งดงามที่ปูทางสำหรับวันข้างหน้าของวงหนุ่มสาววงนี้เป็นอย่างดีจริงๆ

Paramore 1 - Dan Lebowitz ระหว่างอัดเพลงเพื่ออัลบั้มที่สาม พวกเขาก็เจียดเวลาไปทำเพลง Decode ให้กับหนัง Twilight ก่อนที่จะออกอัลบั้มเต็มชื่อ Brand New Eyes โดยมี Ignorance ที่หนักเอามากๆเมื่อเทียบกับผลงานเก่าของพวกเขาเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัว และอีกเพลงที่เด่นมากๆคือ Brick by Boring Brick ที่หนักไม่แพ้กันแต่ยังเจือเสน่ห์ฟังติดหูไว้อีกด้วยเสียงกีตาร์ที่ตอดเล็กตอดน้อยอย่างยอดเยี่ยม ส่วน Feeling Sorry ก็อัดได้แบบไม่ยั้งดีจริงๆ ในขณะเดียวกันก็ยังมีเพลง Misguided Ghosts ที่เรียบๆฟังง่ายๆเป็นอีกด้านมาเบรกโทนเพลงไว้ได้อย่างลงตัวจริงๆ เช่นเดียวกับเพลง Only Exception ที่เพราะไม่แพ้กัน

Brand New Eyes เป็นควมสำเร็จที่งดงามของพวกเขาจริงๆ เพรานอกจากยอดขายแล้ว มันยังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์เป็นอย่างมาก ถึงขนาดติดอัลบั้มยอดเยี่ยมปี 2009 ของเว็บไซต์ที่จริงจังเรื่องเพลงอย่าง Drowned in Sound เลยทีเดียว และต้องไม่ลืมว่า ตอนที่คุณอ่านงานชิ้นนี้อยู่ อายุเฉลี่ยของสมาชิกวงยังแค่ 21 ปีเองนะครับ ได้เชียร์กันอีกยาวๆแน่ครับ

Best 30 Albums of 2009 ตอนที่ 3

Technorati Tags: ,

มาถึงตอนสุดท้ายของงานเขียนยาวๆชุดนี้ซะทีนะครับ ถ้าหากท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็เขียนมาหากันก็ได้นะครับ หรือไปโพสชม (ด่าก็ได้) ที่บล๊อกของผมได้เสมอนะครับ ฉลองดีไซน์ใหม่ที่พึ่งทำเองเสร็จซะทีครับ แล้วครั้งหน้ามาเจอกันในรูปแบบเดิมๆนะครับ

6. Jack Penate - Everything is New อัลบั้มที่ถูกมองข้ามมากที่สุดอีกชุดหนึ่งของปีที่ผ่านมา หลังจากงานชุดแรกที่น่าผิดหวัง Jack Penate กลับมาอย่างงดงามกับอัลบั้มชุดที่สองที่เป็นการกลั่นไอเดียออกมาได้อย่างสมบูรณ์จริงๆ มันเต็มไปด้วยสารพัดเสียงจากทุกมุมโลกทั้งเพลงป๊อปจากยุโรปไปจนถึงจังหวะจากแอฟริกา แค่เพลงแรกอย่าง Pull My Hear Away ก็พรากหัวใจเราด้วยเสียงร้องที่ตัดพ้ออย่างเศร้าสร้อย ส่วน Be The One ก็คือบทเพลงจากถนนในไนจีเรีย ส่วน Tonight’s Today ก็เหมือนกันงานเทศกาลคานิวาลในบราซิลจริงๆ ใครที่เคยสบประมาทเขาไว้ ก็ควรหันกลับมามองอีกครั้งล่ะครับ

everythingisnew

 

5. Little Boots – Hands งานเพลงป๊อปไร้เทียมทานที่ทำให้ผมทึ่งทุกครั้งที่ได้ฟัง แม้นักวิจารณ์จะชม La Roux มากกว่า แต่ผมว่า Hands มีความลึกที่ทำให้ฟังได้อย่างไม่รู้เบื่อจริงๆ แทบทุกเพลงนั้นเจ๋งพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลได้หมดเลยทีเดียว นอกจากความไพเราะติดหูแล้ว เพลงของเธอยังมีความลึกลับอยู่ในตัวอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Remedy และ Mathematics ที่อึมครึมเอาเรื่อง Tune Into My Heart และ New In Town ก็ติดหูเหลือเกิน ส่วน No Brakes ก็เซ็กซี่เหลือกิน ยังต้องไม่ลืมเพลงบูชาครูอย่าง Symmetry ที่คือการจุติของ Don’t You Want Me ในปี 2009 ที่งดงามราวกับรัตติกาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว

little-boots-hands

 

4. Yeah Yeah Yeahs – It’s Blitz งานชุดที่สามของวงสุดเปรี้ยวจากนิวยอร์กที่ทำให้เราตื่นเต้นได้เสมอทุกครั้งที่ออกเพลงใหม่ๆออกมา และงานชุดนี้ก็เป็นงานที่ผลักพวกเขาไปข้างหน้า ลืมความเป็นวงการาจไว้เบื้องหลัง มิติองดนตรีของพวกเขามันกว้างไกลขึ้นกว่าเดิมอย่างประทับใจ พวกเขาผสมความเป็นป๊อปและเพลงเต้นรำเข้ามาในดนตรีของพวกเขาได้อย่างลงตัว เพลงเด่นอย่าง Zero คือดิสโก้จากอเวจีที่ซาตานคลั่งกีตาร์ร๊อค มันสามารถทำให้ทุกวิญญาณลุกขึ้นมาโยกตามได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ Heads Will Roll ที่ชวนโยกย้ายไปบนฟลอร์ที่อบอวลไปด้วยควันบุหรี่จากมือกีตาร์ ส่วน Shame and Fortune ก็ยังคงความดิบกร้าวไว้อย่างงดงาม พวกเขาพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจนทิ้งเพื่อนร่วมรุ่นไว้ข้างหลังอย่างไม่เห็นฝุ่น

00-yeah_yeah_yeahs-its_blitz-2009-c

 

3. Biffy Clyro – Only Revolutions อัลบั้มชุดที่ 5 ของวงไม่ยอมโกนหนวดจากสกอตแลนด์วงนี้ เป็นเหมือนม้ามืดจริงๆ เพราะผมฟังพวกเขามานาน แต่นึกไม่ถึงว่างานชุดนี้มันจะเทพได้ขนาดนี้จริงๆครับ Only Revolutions คืองานเพลงร๊อคเพียวๆที่เต็มไปด้วยพลัง ความสด และความทะเยอทะยานอย่างน่าทึ่ง ทุกเพลงมันทรงพลังราวกับฆ้อนปอนด์ที่จะกระหน่ำใส่หัวคนฟังแบบไม่ยั้งได้เลยจริงๆ The Golden Rule กับ Mountains ก็ร๊อคสะใจแบบไม่ยั้ง ในขณะ The Captain ก็อลังการและชวนแหกปากร้อง โว โว้ โว่ ตามจริงๆ แต่ที่เจ๋งที่สุด คงต้องยกให้ God and Satan ที่นอกจากเพลงจะเพราะแล้ว เนื้อเพลงมันช่างยอดเยี่ยมจริงๆครับbiffy-clyro-only-revolutions

 

2. The Horrors – Primary Colours อีกงานที่ทำให้เราต้องประหลาดใจ เพราะว่าพวกเขาสลัดคราบ Poster Boys ของวงการเพลงกอธ/ไซโคบิลลี่ กลายมาเป็นวงดนตรีชั้นเยี่ยมได้อย่างงดงามจริง ด้วยการสลับสับตำแหน่ง ทำให้ภาคเสียงสังเคราะห์ของวงเด่นมาขึ้นจนกลายเป็นหอคอยแห่งเลเยอร์ของเสียงที่ซ้อนทับกัน เหมือนกับการขยำ My Bloody Valentine, Jesus and the Mary Chains, Psychedelic Furs และ เสียงซินธิ์หลอนๆเข้าด้วยกัน เพลงอย่าง Who Can Say นั้นชวนเราขนลุกเมื่อตอนที่ Faris พูดว่า When I told her I didn’t love her any more… she cried ทำเราขนลุกทุกครั้ง ส่วน Primary Colours น่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีสีสันมากที่สุดในชีวิตนักดนตรีของพวกเขาแล้ว Scarlet Fields ก็ช่างล่องลอยแบบลึกลับ ยอดเยี่ยมเหลือเกินครับ

primary-colours1

 

1. White Lies – To Lose My Life งานที่จองที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่เมื่อผมได้ฟังมันครั้งแรกเมื่อต้นปีที่แล้ว มันคืองานเปิดตัวชั้นเยี่ยมชนไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากเด็กหนุ่มอายุน้อยแค่ 3 คนเท่านั้น ผมคิดว่างานเพลงที่เกี่ยวกับความเศร้าและความตายมักจะเป็นอัลบั้มที่พูดความจริงมากที่สุด เพราะมันมักจะกลั่นมาจากความรู้สึกจริงๆ และเด็กหนุ่มทั้ง 3 คนก็เขียนเพลงเกี่ยวกับมุมมองเกี่ยวกับความตายบนดนตรีร๊อคหม่นๆจนมันผสมกันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เนื้อเพลงชั้นเยี่ยมอย่าง Unfinished Business และ To Lose My Life ก็ทำให้เราขนลุกทุกครั้งที่ฟัง ส่วน Death และ From The Stars ก็เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ส่วน Farewell To The Fairground แม้จะเป็นเพลงเร็ว แต่มันก็อบอวลไปด้วยบรรยากาศความเหงาจริงๆ ไม่ง่ายครับที่วงหน้าใหม่จะเปิดตัวด้วยอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ต้องยกให้พวกเขาจริงครับ

51ddGlM GaL

Best 30 Albums of 2009 ตอนที่ 2

Technorati Tags: ,

โดนคั่นไปหนึ่งสัปดาห์ ผมคงไม่ต้องสาธยายมาก มานับถอยหลังกันต่อดีกว่าครับ

18. Passion Pit – Manners อัลบั้มแรกของวงอิเล็กโทรนิกส์จากอเมริกา ที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นป๊อปในดินแดนประหลาดของมันเอง แต่ละเพลงต่างเต็มไปด้วยจังหวะที่ยอดเยี่ยมและตัวโน้ตที่ติดหู ลวงให้เราหลงเขาไปในดินแดนแห่งความลับ Moth’s Wing ก็เหมือนเช้าหน้าร้อนที่สดชื่น ส่วน The Reeling ก็ติดหูตั้งแต่แรกฟัง และ Kingdom Come ก็ทำให้นึกถึง Empire of the Sun ได้เลย

passionpit

17. Phoenix – Wolfgang Amadeus Phoenix งานเพลงป๊อปติดหูชั้นเลิศจากแดนน้ำหอม พวกเขาทำให้เราหลงรักหัวปักหัวปำมาตั้งแต่อัลบั้มเปิดตัวแล้ว ไม่ต่างอะไรจากภาพปก มันคืออาวุธเพลงป๊อปชั้นดีที่จะสลัดหลุดจากหูได้ยากมากๆครับ เหมาะสำหรับการเอาไปฟังเวลาขับรถเล่นในวันที่อากาศดีจริงๆ โดยเฉพาะ 1901 และ Litsztomania

wolfgang-amadeus-phoenix-album-cover

16. Green Day – 21st Century Breakdown งาน Rock Opera ที่เหมือนกับภาคต่อของ American Idiot ที่โจมตีใส่ขี้กองโตที่ ปธน. บ้านนอกอย่างบุชทิ้งไว้ พวกเขายังทำงานคอนเซ็ปต์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และต้องยกให้กับความกล้าวิจารณ์ของพวกเขาจริงๆ นอกจากเพลงโคตรดังอย่าง Know Your Enemy และ 21 Guns แล้ว ยังมีเพลงเจ๋งๆอย่าง Viva La Gloria และ American Eulogy อีกด้วย รวมทั้งการแสดงสดที่น่าประทับใจที่พึ่งผ่านไปก็ทำให้พวกเขาสมควรได้รับพื้นที่ตรงนี้จริงๆ

green-day-21-century-breakdown

15. The Flaming Lips – Embryonic หลังจากเพลงป๊อปทะลวงจักรวาลสองอัลบั้ม Wayne Coyne ก็กลับมาสู่ความหลอนจากโลกลึกลับ ในงานชุดนี้ เขาพาเราเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการที่บิดเบี้ยวซึ่งเต็มไปด้วยเสียงของบรรดาภูติพรายนาๆชนิด แค่เพลง I can be a Frog เพลงเดียวก็ชวนสยองแล้ว ยังมี MV สุดหลอนของเพลง Watching the Planets มาหลอนต่ออีกรอบ

EMBRYONIC TRAY

14. Jay-Z – The Blueprint 3 อัลบั้มสุดท้ายจากไตรภาค The Blueprint ของเจ้าพ่อฮิปฮอปจากนิวยอร์กที่ยังคงความเข้มข้นไม่เปลี่ยนแปลง ต้องขอบคุณผลงานการโปรดิวซ์ของโปรดิวเซอร์มือทองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Kanye West, Timbaland หรือ No I.D. ที่มาร่วมสร้างงานชิ้นนี้ เพลงเด่นอย่าง DOA ช่างติดหูเหลือเกิน (แอบคล้ายหมอลำ) แต่ที่เจ๋งจริงๆคือ Empire State of Mine ที่ยอดเยี่ยมแบบไร้ที่ติ

jay-z-the-blueprint-3

13. Patrick Wolf – The Bachelor งานชุดที่สี่ของ The Maverick ของวงการเพลงอังกฤษที่ผมเฝ้าเชียร์มาตลอด ด้วยความแหวกแนวของดนตรีของเขา และงานชุดนี้ก็ยังแหวกไปจากเพื่อนร่วมรุ่นเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น Vulture และ Battle ที่ได้ Alec Empire มาร่วมงาน Hard Times ก็ยอดเยี่ยม แต่ที่เด่นสุดคือเพลง Who Will? ที่ทำให้ผมขนลุกทุกครั้งที่ได้ฟังจากการไล่เลียงอารมณ์เพลงชั้นเซียน

patrick_wolf_the_bachelor_cover

12. Maxwell – BLACKsummers’night การกลับมาหลังจากเงียบหายไปหลายปีของเจ้าพ่อ Neo Soul ที่กลับมาพร้อมประสบการแบบเต็มเปี่ยม งานชุดนี้ก้าวไกลกว่างานเก่าๆของเขามากในทั้งด้านเนื้อเพลงและภาคดนตรี จากนักร้องมาดเซ็กซี่ยวนใจ เขากลายเป็นนักร้องหนุ่มจอมครวญเพลงไปในทันที นอกจากซิงเกิ้ลเยี่ยมอย่าง Pretty Wings แล้ว เพลงอย่าง Love You และ Fistful of Tears ก็สอนมวยให้นักล่าฝันควรรู้ว่าการร้องเพลงจริงๆคืออะไร

maxwell-album-cover

11. Napoleon - Bohemians Won The Series And The Little Guy Joined The Band งานเพลงของวงหนุ่มสาววงเล็กๆจากประเทศสวีเดนที่ทำให้ผมทึ่ง พวกเขาโผล่มาอย่างไม่คาดคิดกับเพลงที่เป็นเหมือนการสรุปประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อปลงมาในแผ่นซีดีแผ่นเดียว และมันงดงามอย่างไม่น่าเชื่อราวกับพวกเขาเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายของประเทศนี้ และทำให้เรานึกไปถึง Orlando ได้เลยทีเดียวจากการสร้าง Perfect Pop ได้ออกมาอย่างไร้ที่ติ ขอให้ความเยาว์วัยจงเจริญ

Napoleon

10. Kasabian – West Ryder Pauper Lunatic Asylum งานเพลงชุดที่สามของวง Lad Rock ที่ทำได้ดีกว่าที่ผมคาดหมายไว้เยอะพวกเขายังคงทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดคือ การทำเพลงร๊อคแบบจิ๊กโก๋ผสมกับเพลงอีเล็กโทรนิกส์และพวกเขาก็ทำมันออกมาได้อย่างสะใจเหลือเกินครับ เพลงอย่าง Vlad The Impaler ยังดังอยู่ในรถผมตลอดเลยครับ

kasabian-thewestriderpauperlunatica

9. Manic Street Preachers - Journal for the Plague Lover อัลบั้มชุดที่ 9 ของตำนานวงนี้ กลับไปใช้เนื้อเพลงที่ Richey Edwards เหลือทิ้งไว้ และมันก็กลายเป็นงานขึ้นหิ้งได้ทันที แม้อายุจะมากขึ้น แต่พลังของพวกเขายังไม่ได้ลดลงเลย และทำให้อยากจะตามเชียร์พวกเขาตลอดไป ลองฟัง Jackie Collins Existential Question Time
MSP

8. Editors – On this light of this evening งานเพลงชุดที่สามของวงสุดหม่นที่เปลี่ยนแนวทางไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง จากวงกีตาร์ร๊อค พวกเขาหันมาทดลองกับเครื่องอีเล็กโทรนิกส์ และมันก็กลายเป็นงานที่โครมครามเอามากๆ โดยยังมีกลิ่นความหม่นหมองของ Joy Division ตามมาไม่ห่าง เพลงอย่าง Bricks and Mortar ก็ชวนล่องลอย ในขณะที่ Papillon ก็หนักหน่วงได้ใจจริงๆ การกล้าเปลี่ยนแนวในครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ
750906Editors_in_this_light_on_this_evening_2009_retail_cd_front

7. Dizzee Rascal – Tongue n’ Cheek อัลบั้มชุดที่ 4 ของไอ้เด็กแสบจากลอนดอน ที่เลื่อนฐานะเขาจากเจ้าพ่อเพลงฮิปฮอปฝั่งอังกฤษ มาเป็นซูเปอร์สตาร์ได้อย่างงดงาม เขาโอบรับเอาความเป็นป๊อปมาอย่างเต็มออก และทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สมควรที่จะได้รับคำชมเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Dance Wiv Me กับ Calvin Harris หรือเพลงขย่มแดนซ์ฟลอร์อย่าง Bonkers กับ Armand Van Helden และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Holidays ที่โคตรติดหู

dizzee-rascal-tongue-n-cheek

Wednesday, January 27, 2010

Green Day Live in Bangkok: สดสะใจ

Technorati Tags: ,

ผมคงต้องขอคั่นการจัดอันดับอัลบั้มยอดเยี่ยมของผมเอาไว้ก่อน เนื่องจากอยากจะรีบเอาบรรยากาศการแสดงสดของวงกรีนเดย์ในเมืองไทยมาเล่าสู่กันฟังเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะว่ามันทั้งสนุกทั้งยิ่งใหญ่จริงๆครับ และเป็นการชดเชยอดีตที่ผมไม่ได้มาดูกรีนเดย์ตอนที่มากรุงเทพครั้งแรกอีกด้วยครับ

โดยส่วนตัวผมค่อนข้างจะตื่นเต้นกับงานนี้มาก เพราะนอกจากเป็นวงที่อยากดูเอามากๆแล้ว ทาง BEC TERO ยังอุตส่าห์ใจดี ให้ตั๋วแถวหน้าเลยทีเดียว และที่สำคัญคือ ผมได้ยินมานานแล้วว่าพวกเขาเป็นวงที่เล่นเอนเตอร์เทนคนดูได้อย่างยอดเยี่ยมจริง แบบนี้ใครจะทนไหวล่ะครับ ยิ่งได้ไปงานแถลงข่าวเจอสมาชิกวงแบบหายใจรดต้นคอแล้วผมยิ่งตื่นเต้นเกินห้ามใจ

DSC_0619 ในวันงาน ผมพยายามรีบไปเต็มที่เพื่อจะได้สัมผัสบรรยากาศ ก็มีวงดนตรีไทยเล่นวอร์มอัพคนดูอยู่ด้านนอก สงสัยเป็นเพราะว่าครั้งที่แล้วมีการปาร้องเท้าใส่วงไทย เลยเอาวงไทยมาเล่นด้านนอกแทน พอชาร์จแบตเรียบร้อย ก็เข้าไปดูวงเปิดที่ชื่อ Prima Donna ก่อน ผมรู้จักเกี่ยวกับวงนี้น้อยมาก แต่ก็อยากดูไว้ก่อน พอเข้าไปดู ทำให้ผมนึกถึงวง Glitterati ขึ้นมาทันที เพราะแม้แนวเพลงจะไม่เหมือนกันมากนัก แต่พวกเขาเน้นที่ความโฉบเฉี่ยว เอาใจสาวๆเหมือนกัน ยิ่งตอนที่นักร้องนำถอดเสื้ออก สาวๆกรี้ดไปหลายคนครับ พวกเขามีชื่อในยุโรป แต่แนวนี้ คงจะลำบากสำหรับอเมริกาบ้านเกิดอยู่ DSC00365 พอวงเปิดเล่นจบ คนดูก็เรียกร้องกรีนเดย์ทันที ระหว่างฟังเพลงคั่นรอ ก็มีกระต่ายขี้เมา เดินถือเบียร์มาสองขวด และเริ่มออกลีลาเต้นกวนประสาท ก่อนจะยกเบียร์รวดเดียวหมดขวดโชว์พวกเราตามด้วยเสียงเฮ ก่อนจะไปเต้นตามเพลง YMCA เรียกได้ว่าหลุดได้ที่ แต่มันฮาโคตรๆ จนสงสัยว่าเป็นหนึ่งในทีมงานของ Green Day รึเปล่า

b000

และในที่สุด Green Day ก็ขึ้นเวทีมา โดยมีอินโทรคล้ายกับในอัลบั้ม ก่อนที่จะอัดด้วยเพลงโคตรดังในบ้านเราอย่าง Know Your Enemy เท่านั้แหละครับ คนดูก็เฮกันเหมือนคนบ้ากันไปหมด ก็มันสะใจกันขนาดนั้น ตามมาด้วยเพลงดังๆในช่วงหลังของพวกเขาหลายๆเพลงอย่าง East Jesus Nowhere หรือ BLVD of Broken Dreams และพวกเขาก็พาแฟนเพลงขึ้นไปร่วมแจมบนเวทีอย่างเมามัน รวมไปถึงการดึงผู้หญิง (มือเบสวง Over Me ที่เล่นอยู่ข้างนอก) มาเป็นเหยื่อสังเวย พร้อมทั้งพลุระเบิดอย่างเมามัน พวกเขาเล่น Pyrotechnic ได้อย่างสะใจ จนเล่นเอาผมกลัวว่า จะเป็นซานติก้ารึเปล่า แต่ดูเหมือนทีมงานจะโปรดีมากครับ ทั้งพลุ ทั้งไฟ ใส่กันแบบไม่ยั้งb005

พอจบช่วงแรก พวกเขาก็ออกไปพัก ก่อนจะเปลี่ยนฉากหลังเป็นโลโก้วงยุคเก่า หมายความว่าพวกเขาจะเอาเพลงเก่าๆมาเล่นแล้ว ละมันก็มาเป็นระลอกให้คนรุ่นผมสนุกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น Basket Case, Longview, Jade, Hitchin a Ride และที่ขาดไม่ได้คือเพลงบังคับ When I Come Around ที่เล่นเอาคนดูเฮกันทั้งฮอลล์

b008

นอกจากจะชวนคนดูขึ้นไปบนเวที พวกเขายังมีสารพักกิมมิคอย่างเช่นเอาเครื่องยิงเสื้อเชิ้ตมายิงแจกเสื้อเชิ้ตให้คนดู ให้คนดูตะโกนแข่งกัน ฉายไปส่องเล่นกับคนดู เอาเค้กมาฉลองวันเกิดให้กับมือกีตาร์เสริม และให้คนดูร้องเพลง HBD ตาม พวกเขาเอนเตอร์เทนได้เก่งจริงๆครับ

พอช่วงต่อมา พวกเขาก็แต่งตัวออกมาแบบฮาๆ เล่นเพลง King for a Day แล้วบิลลี่เองก็ทำท่าระบำโป๊แบบฮาๆ เล่นกันไปแบบยาว ๆ พอขี้เกียจ ก็ลงไปนอนให้คนดูช่วยร้องตาม กระทั้งเอาเพลงอย่าง I can get no satisfaction หรือ Hey Jude มาร้องเล่นบนเวทีอีกด้วย ก่อนจะกลับมามันอีกครั้ง แล้วก็มาได้ซึ้งกับเพลง 21 Guns อีกครั้ง ก่อนที่จะจบด้วยการเครื่องยิงกระดาษตู้มออกมาเต็มหน้าเวทีอย่างน่าซึ้งใจ ที่สำคัญขนาดกระดาษเล็กๆยังมีโลโก้วงเลยครับ ซึ่งพวกเขาก็ปิดอย่างงดงามด้วย American Eulogy ให้คนดูตะโกนเรียกอังคอร์

b011 พวกเราไม่ต้องรอนาน พวกเขาก็ออกมาอีกครั้ง เพื่อเล่นเพลงอย่าง American Idiot ให้เราได้สะใจ ก่อนจะปิดอีกครั้งด้วยเพลงดัง Minority ให้พวกเราได้ตะโกนร้องตามอีกครั้ง ผมเองก็ลุ้นอยู่ว่าพวกเขาจะออกมาอีกมั้ย และพวกบิลลี่ก็กลับมากับกีตาร์โปร่ง เพื่อมาเล่นเพลง Wake Me Up When September Ends ให้เราได้ซึ้งจนน้ำตาคลอ และปิดท้ายจริงๆด้วยเพลง Time of Your Life ที่ทำให้ผมได้คิดว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้แหละ คือ Time of My Life จริงๆ ส่งท้ายได้อย่างงดงามเหลือเกินครับ

ต้องยอมรับจริงๆว่างานนี้สิงห์กับ BEC TERO จัดงานได้ดีจริงๆ และผมว่าประสบความสำเร็จเอามากๆ เพราะคนดูเพียบเลยครับ และก็เป็นคอนเสิร์ตที่น่าประทับใจจริงๆ หวังว่าปีนี้เราจะมีคอนเสิร์ตดีๆให้ดูกันอีกนะครับ

Best 30 Albums of 2009 ตอนที่ 1

Technorati Tags: ,

หลังจากปีใหม่ผ่านไป ก็ได้เวลาที่ผมจะต้องจัดอันดับอัลบั้มยอดเยี่ยมของปีที่ผ่านมาตามปกติ ซึ่งผมจะต่างจากคนอื่นตรงที่รอข้ามปีก่อนค่อยจัด เพราะอยากจะดูจนหยดสุดท้ายจริงๆ และต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมจัดอันดับเองคนเดียว ใช้ความเห็นตัวเองเป็นหลัก ทำให้อาจจะมีหลายอัลบั้มตกหล่น ทำให้ท่านไม่ชอบใจ ก็เป็นเพราะ ผมไม่ได้ฟังทั้งหมด และก็เป็นคนมีรักและชัง พอตัดสินคนเดียว ก็เป็นแบบนี้แหละครับ ลองดูแล้วกันว่าถูกใจกันหรือไม่

 

30. Jamie T – Kings & Queens การกลับมาของไอ้หนุ่มตัวแสบจากอังกฤษที่ขยำเพลงหลากแนว และร้องเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นในอังกฤษได้อย่างน่าสนใจ ครั้งนี้ เขาก็ยังทำในสิ่งที่ถนัดเหมือนเดิม แต่ว่าวิสัยทัศน์ของเขามันกว้างไกลยิ่งกว่าชุดที่แล้ว ทำให้ได้งานที่เข้มข้นและสนุกสนานจริงๆ ลองฟัง Hocus Pocus และ Sticks N’ Stones

jamie_t_album_artwork

29. Anthony and the Johnsons – The Crying Light ผลงานของเจ้าของรางวัล Mercury ที่กลับมาหลังจากหันไปทำเพลงแดนซ์ และการกลับมาครั้งนี้ เขาก็ยังทำให้พวกเราได้รู้ว่า การเขียนเพลงทำให้คนขนลุกได้นั้นเป็นอย่างไร พลังเสียงของเขานั้นยังยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง ลองฟัง Kiss My Name แล้วจะรู้ว่ามันยอดเยี่ยมแค่ไหน

antony_crying_light

28. Sonic Youth – The Eternal อัลบั้มชุดที่ 15 ของวงดนตรีระดับเทพวงนี้ที่ย้ายมาอยู่กับ Matador งานชุดนี้พวกเขาอุทิศให้กับ Ron Asheton แห่งวง The Stooges ที่พึ่งจากไป แล้วมันก็เป็นงานที่กลับสู่รากความดิบของเพลง Punk ได้อย่างงดงาม พวกเขากลับสู่ความเรียบง่ายที่ทำให้นึกไปถึงงานเก่าๆของพวกเขา และแสดงให้เห็นว่า Kim Deal สามารถเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมจริง กลับมาอย่างงดงามครับ ลองฟัง Massage The History

ole-829-the-eternal

27. Kid Harpoon – Once อัลบั้มแรกของหนุ่มอังกฤษมากความสามารถที่ฟังสบายได้ในวันที่อากาศดีๆ งานอินดี้ป๊อปผสมกลิ่นของโฟล์ค นิวเวฟ และดิสโก้แบบนี้ ทำให้เราอยากขับรถออกไปรับลงจริงๆ ลองฟัง Burn Down House และ Stealing Cars ดูสิครับ

1258666378_foldertp

26. Arctic Monkeys – Humbug การกลับมาของสี่เด็กแสบจาก Sheffield ที่ครั้งนี้พวกเขาทำให้เรารู้ว่าพวกเขาเติบโตขึ้นอีกแล้ว แม้ว่าเพลงจะไม่โจ๊ะเท่าเก่า แต่ว่ามันถูกเติมเต็มด้วยความนุ่มลึก และความมืดหม่น และความสามารถในการสังเกตของพวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง อยากให้ฟัง Cornerstone จริงๆครับ (ดูด้วยก็ได้)

2009humbug

25. Animal Collective – Merriweather Post Pavillion อีกหนึ่งงานวงร๊อคทดลองที่น่าสนใจมากๆของปีที่ผ่านมา วงจากนิวยอร์กวงนี้ผสมผสานดนตรีหลากแนวเข้าด้วยกัน จนได้อัลบั้มที่เข้มข้น และสร้างความสุขให้เราทุกครั้งที่ได้ฟัง แค่มองภาพแกชวนหลอนก็รู้แล้วว่า ภายในอัลบั้มมันก็คงไม่ธรรมดาแน่ๆ

146724-merriweather_0

24. Julian Casablancas – Phrazes for the Young งานเดี่ยวของเจ้าของเสียงทรงเสน่ห์จาก The Strokes ที่เงียบไปนาน มันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเขาใน The Strokes รวมไปถึงทีเด็ดที่เขาไม่ได้ใช้กับวงตัวเองอีกด้วย แม้เพลงอย่าง Out of the Blue จะเหมือนเอาไว้ฟังฆ่าเวลารองานของวง แต่ 11th Dimesion ก็คือการเผยรสนิยมเพลงป๊อปของเขานั่นเอง

Phrazes-for-the-Young-casablancas-cover

23. Fuck Buttons – Tarot Spot งานเพลงจากวงที่มีชื่อชวนให้คนศีลธรรมสูงรำคาญวงนี้ทำให้เราสับสนเล็กน้อย เพราะจากชื่อมันน่าจะเป็นเพลงพังค์ป่วนเมือง (Fucked Up) แต่มันกลับเป็นเพลงอีเล็กโทรนิกส์สุดหลอนที่พาเราไปทำความรู้จักกับจิตใต้สำนึกของตัวเอง เสียบหูฟังแล้วเปิดมันดูสิครับ มันเหมือนกับกระแสคลื่นของดนตรีที่ซัดสาดใส่เราจริงๆ

tarot sport

22. La Roux – La Roux งานชิ้นแรกของคู่หูดูโอเพลงป๊อปจากอังกฤษ ที่ทำให้เรารู้ว่า ยุค ’80 มันเต็มไปด้วยเพลงป๊อปดีๆจริงๆ พวกเขาสรรเสิญเพลงป๊อปอย่างไม่อายใคร มันคือการจับคู่กันอย่างลงตัวของจังหวะที่สุดฉลาด กับเสียงร้องที่ติดหู ใครได้ฟังอัลบั้มชุดนี้แล้วบอกว่าไม่รู้สึกอะไร คงจะตายด้านทางอารมณ์ไปแล้ว เพลงโปรดของผมคือ Quicksand และ In for the Kill

21. The Big Pink – The Brief History of Love งานอีเล็กโทรนิกส์ผสมร๊อคของวงหน้าใหม่จากค่าย 4AD ที่ผสมผสานออกมาได้เป็นอย่างดีและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานบนดนตรีที่โครมครามเอาเรื่อง มันเหมือนการเอาเพลงอินดี้ยุค 90 มาอัพเกรดให้เข้ากับยุคสมัย ลองฟังเพลง Dominos แล้วจะรู้เองครับว่าพวกเขายอดเยี่ยมยังไง

Big_Pink

20. Richard Hawley – Truelove’s Gutter งานเพลงเดี่ยวชุดที่ 6 ของพี่ใหญ่จาก Sheffield คนนี้ที่มันยังเป็นความงดงามแบบไร้ที่ติเช่นเคย เขาสามารถแต่เพลงเกี่ยวกับตัวเองโดยไม่ฟังดูเหมือนไอ้คนหลงตัวเอง และยังมีเพลงที่ปลอบประโลมคนทั่วไปอีกด้วย สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การทำเพลลงตามกระแส แต่เป็นการสร้างความคลาสสิคต่างหาก ลองฟัง For Your Lover Give Some Time

Richard-Hawley-Trueloves-Gutter-483869

19. MSTRKRFT – Fist of God งานของ Jesse F Keeler จากอดีต DFA1979 ที่เป็นงานเต้นรำของหุ่นยนต์ที่ยอดเยี่ยมไม่เสียชื่อวงเก่า มันคือการสร้างเพลงพังค์ผ่านเพลงเต้นรำที่แท้จริง แทบทุกเพลงอัดกระหน่ำใส่เราอย่างไม่เกรงกลัว เหมือนกับเพลง Robot Rock ที่อัดกระทิงแดงเข้าไปเกินสองขวด แนะนำ 1,000 Cigarettes และ Bounce

mstrkrftfistofgodalbumart