Wednesday, November 11, 2009

Editors: ก้าวใหม่ในโลกสีเทา

Technorati Tags: ,

เมื่อตอนต้นปี ผมได้เสนอวงที่ทำดนตรีอันหม่นหมองอย่าง White Lies ให้ได้รู้จักกันมาแล้ว ช่วงปลายปี ก็เป็นเวลาที่รุ่นพี่ที่ทำเพลงแนวเดียวกันกับพวกเขาได้ออกมาครองใจแฟนๆด้วยความมืดหม่นแสนเศร้าอีกครั้ง รุ่นพี่วงที่ว่าคือ Editors นั่นเองครับ

Editors คือการรวมตัวกันของนักศึกษาด้านเทคโนโลยีดนตรีของมหาวิทยาลัย Staffordshire โดยใช้ชื่อแรกว่า Pilot ก่อนจะเปลี่ยนเป็น The Pride, Snowfield และเริ่มออกผลงานในระดับอินดี้ ก่อนสุดท้ายจะมาลงตัวที่ Editors (ใช้อะไรคิดในการตั้งแต่ละชื่อกันนี่) โดยไลน์อัพคือ Tom Smith (ทอม ร้องนำ กีตาร์) Chirs Urbanowicz (คริส กีตาร์ ซินธ์) Russell Leetch (รัซเซล เบส) และ Ed Lay (เอ็ด กลอง)
editors_12 

หลังจากจบจากมหาวิทยาลัย พวกเขาทำงานพิเศษเลี้ยงตัวเองไปพลางๆเพื่อทำงานเพลง จนได้เพลง Bullets ที่พวกเขาส่งออกไปยังสารพัดค่ายเพลง จนค่าย Kitchenware ก็ได้ลายเซ็นพวกเขาไป และตอนนั้นเองที่พวกเขาเปลี่ยนชื่อวงเป็น Editors

และก็เป็นเพลง Bullets นั่นเอง ที่กลายเป็นซิงเกิ้ลแรกของพวกเขาซึ่งออกวางขายในปี 2005 ซึ่งซิงเกิ้ลเพลงกีตาร์ร๊อคเรียบๆแต่เปี่ยมไปด้วยพลังนี้ก็ได้ทำให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น มันคือการอัดพลังของคนหนุ่มเข้าไปในเพลงอย่างเต็มสูบจริงๆ

พวกเขาออกซิงเกิ้ลที่สอง Munich และมันก็กลายเป็นเพลงดังติดชาร์ตทันที พวกเขาได้รับโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายโซนี่ และขายตั๋วทัวร์ในอังกฤษหมดเกลี้ยง Munich คืออีกเพลงที่จริงจังเหลือเกิน เสียงร้องของทอม ทำให้เรานึกไปถึง Ian Curtis ได้ทันทีจริงๆ ยิ่งส่วนของดนตรีที่เร็วขึ้นบวกกับเสียงกีตาร์ที่แทรกมาเป็นจังหวะ จึงอดกลัวไม่ได้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นวงโคลนนิ่งของ Joy Division ไป โดยอีกกระแสหนึ่งก็ว่าพวกเขาขโมย Interpol มา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า Munich นั้นเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

ed44 

ในที่สุด อัลบั้มแรก The Back Room ก็ออกวางขายในปี 2005 นั่นเอง และมันก็เป็นอัลบั้มที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องคู่กันไป และทำให้เราโล่งใจได้ว่าพวกเขาไม่ใช่แค่โคลนของวงรุ่นพี่ แม้จะได้อิทธิพลมา แต่พวกเขาก็มีลายเซ็นของพวกเขาเองด้วยการทำเพลงร๊อคบนจังหวะที่เร็วจนเกือบเป็นเพลงเต้นรำ กับบรรยากาศความหม่นหมองในเพลงในแบบของพวกเขา อีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือซิงเกิ้ลต่อมาอย่าง Blood ที่จังหวะสับแบบไม่หยุดทั้งเพลง เช่นเดียวกับเพลงโปรดของผม Fingers in the Factories ที่กล่าวถึงชีวิตคนงานได้อย่างถึงใจ บวกกับท่อนฮุคที่โคตรติดหูในแบบเดียวกับเพลง Sunday Bloody Sunday ทำให้ได้ใจแฟนๆไปเต็ม อีกซิงเกิ้ลอย่าง All Sparks ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ในขณะเพลงช้าอย่าง Fall ที่เกี่ยวกับคนรักที่ตายในอุบัติเหตุก็เรียกน้ำตาจากเราได้เสมอ

The Back Room คือความสำเร็จอย่างงดงามของพวกเขา มันคือหนึ่งในอัลบั้มเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมของยุค 2000 นี้เลยทีเดียว นอกจากจะได้ชิงรางวัล Mercury แล้ว พวกเขายังได้เล่นในเทศกาลดนตรีดังๆเกือบทุกที่อีกด้วย เรียกได้ว่าพวกเขาแจ้งเกิดได้อย่างโดเด่นเหลือเกิน

editors3

หลังสั่งสมประสบการณ์ พวกเขากลับมาในปี 2007ด้วยซิงเกิ้ล Smokers outside the Hospital Doors เพลงร๊อคหม่นๆเกี่ยวกับความตายอีกแล้ว แต่โทนของเพลงนั้น ไม่เร็วเหมือนเก่า แต่กลับออกไปทางอลังการมากกว่า ซึ่งก็จะกลายเป็นโทนของดนตรีในอัลบั้มที่สอง An End Has A Start ที่แม้จะมีเพลงเร็วเหมือนเก่าอย่าง Bones อยู่บ้าง แต่โดยรวมมันก็เป็นอัลบั้มที่หม่นกว่าเดิม แต่ก็อลังการกว่าเดิมด้วย เพลงอย่าง The Weight of The World และ Spiders เป็นข้อพิสูจน์เป็นอย่างดี แม้มันจะไม่ร๊อคเหมือนเก่าแต่มันก็ชนะใจแฟนวงกว้าง จนขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งทันทีที่วางขาย

editors1

และสำหรับการกลับมาในปีนี้ พวกเขาเลือกเปลี่ยนแนวเพลงหันไปหาเสียงสังเคราะห์มากขึ้น จนออกมาเป็นอัลบั้ม In This Light And On This Evening ที่สุดยอดจริงๆ เพราะแม้แนวเพลงจะเปลี่ยน เสียงกีตาร์ถูกแทนด้วยเสียงซินธ์ แต่ความยอดเยี่ยมของมันไม่ได้ลดน้อยลงเลย มันเป็นเหมือนการนัดหมายกับ The Horrors มาทำเพลงแนวเดียวกัน และมันก็เจ๋งทั้งคู่จริง ซิงเกิ้ลอย่าง Papillon ก็อบอวลไปด้วยเสียงสังเคราะห์ ส่วน Bricks And Mortar ก็เหมือนกับ Whole New Way ของ The Horrors จนเลือกไม่ถูกว่าใครเข๋งกว่ากัน มันคือ Kraftwerkในวันที่มีน้ำตาดีๆนี่เอง ส่วน Eat Raw Meat = Blood Drool ก็มีบีตขนาดมหึมาจริงๆ ส่วน You Don't Know Love ก็ยังมีความเกรี้ยวกราดอยู่ในตัวมันเช่นกันแม้ว่าจะเป็นเพลงเต้นรำไปแล้ว

โดยรวมแล้ว อัลบั้มที่สามนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ห้าวหาญจริงๆ เรายังไม่อาจฟันธงได้ว่ามันเป็นก้าวที่ถูกหรือผิด เพราะถึงมันจะยอดเยี่ยมแต่ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียแฟนเพลงเก่า แต่เราก็ต้องชมความกล้าหาญของพวกเขาที่กล้าทิ้งทุกอย่างเพื่อสิ่งใหม่ๆ ทำให้เราได้รู้ว่า พวกเขามีค่าที่จะติดตามผลงานของพวกเขาต่อไป


Thursday, November 5, 2009

Super Furry Animals สัตว์ขนดกจากเวลส์

Technorati Tags: ,

นั่งตบยุงไปมา พึ่งรู้สึกตัวว่าจะอายุสามสิบในอีกแค่ไม่กี่วันแล้ว ทำให้นั่งย้อนอดีตได้เพลินๆ จนนึกถึงหลายวงว่าที่เคยตาม ก็มีทั้งล้มหายตายจากไป ขนาด OASIS ยังแตกวง Blur กลับมารวมตัวกัน บางวงก็อยู่ทนทานนานปี ผ่านยุครุ่งเรืองของ Brit Pop แล้ว ก็ยังทำเพลงขายได้เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และวงหนึ่งที่โคตรทนทานนานปี ก็คือ Super Furry Animals จากประเทศเวลส์นั่นเอง

Super Furry Animals เกิดขึ้นในเวลส์ช่วงต้นยุค 90’ จากการรวมตัวกันของนักดนตรีเทคโน ซึ่งสมาชิกคือ Gruff Rhys (ร้องนำ กีตาร์) Huw Bunford (กีตาร์) Guto Pryce (เบส) Cian Ciaran (อุปกรณ์อีเลกโทรนิกส์ทั้งหลาย) และ Dafydd Ieuan (กลอง) ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไม่ใส่คำอ่านไทย เพราะผมอ่านชื่อคนเวลส์ไม่ออกครับ พวกเขาเริ่มเขียนเพลงของตัวเอง พวกเขาตั้งชื่อวงว่า Super Furry Animals ตามเสื้อยืดทำมือของพี่สาวของ Gruff พวกเขากลายเป็นหนึ่งในความหวังของวงร๊อคจากเวลส์ตาม Manic Street Preachers, Catatonia และวงที่แนวคล้ายๆกันอย่าง Gorky’s Zygotic Myci พวกเขาไปแสดงที่อังกฤษและไปเข้าตาของ Alan McGee บอสของค่ายอินดี้โคตรเท่ห์อย่าง Creation ที่ตอนนั้นกะลังดังกับ OASIS

super_furry_animals1

พวกเขาเริ่มออกซิงเกิ้ลกับค่าย Creation โดยเพลงแรกคือ Hometown Unicorn เพลงป๊อปหลอนๆก็เริ่มทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จัก เพลงต่อมา God! Show Me Magic เพลงป๊อปร๊อคเปรี้ยวๆ แหวกๆกับ MV เพี้ยนๆแกล้งเชย ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักมาถึงเมืองไทย และพวกเขาก็ได้ออกอัลบั้มแรก Fuzzy Logic ในปี 1996 ที่เป็นการผสมผสานดนตรีป๊อป ร๊อค โฟลค์ เทคโน กับบรรยากาศหลุดโลกเข้าด้วยกัน จนพวกเขาโดดเด่นออกมาจากวงรุ่นเดียวกันมาก ทั้งอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงเจ๋งๆ ที่มาพร้อมหมัดเด็ดอย่างท่อนฮุคติดหู ซิงเกิ้ลอย่าง Something 4 the Weekend ก็แสนสนุก และ If You Don’t Want Me to Destroy You ก็งามแบบเหงาๆ ส่วน Mario Man ก็ทำให้นึกถึง Blur ได้เลย ที่ผมชอบมากคือ เพลงสุดท้าย For Now and Ever ที่ออกอลังการซักหน่อย จากอัลบั้มนี้ ทำให้พวกเขาดังในวงการเพลงขึ้นมาทันที

SFA ยังสร้างตำนานต่อด้วยการออกซิงเกิ้ล The Man Don’t Give A Fuck ที่มีคำว่า fuck ห้าสิบครั้ง จนแทบเป็นตำนาน รวมทั้งปกรูปนักบอลชูสองนิ้วแบบกลับหลัง (ไปถามเพื่อนอังกฤษเองว่าแปลว่าอะไร) แม้จะโดนแบน แต่มันก็กลายเป็นเพลงคลาสสิกในหมู่แฟนๆทันที

พวกเขาออกอัลบั้มที่สอง Radiator ในปีถัดมา ถึงแม้มันจะมีเพลงสนุกๆอย่าง The International Language of Screamingแต่ต้นสังกัดในไทยก็ตัดสินใจไม่ทำเทป อดไปครับ ทั้งๆที่มันได้รับคำชมมากกว่า Fuzzy Logic ซะอีก

และเหตุการณ์เดียวกันก็เกิดกับ Guerilla อัลบั้มถัดมาในปี 1999 ที่ทำให้พวกเขาดังไปทั่วเกาะอังกฤษ เพราะเพลงเด่นๆอย่าง Do or Die และ Northern Lites รวมถึงเพลงช้าอย่าง Fire In My Heart แต่บ้านเราก็ไม่มีขายครับ (ฟองสบู่แตกไปแล้ว) แน่นอนว่ารวมไปถึงอัลบั้ม MWNG อัลบั้มภาษาเวลส์ (ฟังรู้เรื่องยังไม่ขาย ใครจะขายที่ฟังไม่รู้เรื่องวะ)

superfurryanimals02

จนอัลบั้มที่ 4 Rings Around The World ที่ก็เกือบจะประสบชะตากรรมเดียวกัน แต่โชคดีที่ดีเจไทยไปติดใจเพลง Juxtaposed With U เลยเอามาเปิดบ่อยๆ ตนกลายเป็นเพลงดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ขนาดคนที่ไม่เคยรู้จักวงนี้ ก็ยังมาฟัง เพราะมันคือเพลงเบาๆที่ฮิตกันในช่วงนั้นพอดี SFA เลยได้ขายในไทยอีกทีครับ

พวกเขาออกอัลบั้ม Phantom Power ที่เป็นงานแนวทดลองออกมา ตามด้วย Love Craft ที่สุขุมขึ้น ก่อนจะย้ายไปค่าย Rough Trade และออกอัลบั้ม Hey Venus! ที่ได้รับทั้งเงินและคำชมเป็นอย่างมาก

จนปีนี้ พวกเขาก็ได้มาออกอัลบั้มที่ 9 Dark Days/Light Years ที่ได้รับคำชมอย่างมากเช่นเคย มันเป็นอัลบั้มที่ให้ความสำคัญกับจังหวะมาก รวมไปถึงจังหวะแปลกๆ หลุดโลก และแทบไม่มีเพลงช้าเลย Crazy Naked Girl ก็เหมือน Motown ในแบบของพวกเขา Moped Eyes ก็ออกกลิ่นฟังกี้นิดๆ The Very Best Of Neil Diamond และ Inaugural Trams ก็ชวนโยกตามเหลือเกิน สำหรับคนที่ต้องการเพลงแบบ JWU ก็ลอง Helium Hearts ที่แม้จะเร็วกว่าหน่อย แต่ก็มีกลิ่นคล้ายกันมากเหลือเกิน ในขณะที่ White Socks / Flip Flops และ Where Do You Wanna Go? ก็เป็นเพลงออกเซิร์ฟๆ ชวนเราวิ่งไปตามชายหาดเหลือเกิน Cardiff In The Sun ก็หลอนได้ใจ ส่วน Inconvenience ก็เป็นเพลงร๊อคมันๆ สรุปง่ายๆว่า Dark Days/Light Years คืองานที่ทำให้เรารู้ว่าขอบเขตของพวกเขานั้นช่างกว้างไกลเหลือเกิน

หายากครับ วงที่อยู่ในวงการมานานแล้วยังคงความสดขนาดนี้ แถมได้ความเก๋าเข้ามาเพิ่ม เรียกง่ายๆว่า คงฉุดไม่อยู่ล่ะครับ ขอแนะนำให้ลองไปหามาฟังกันเถอะครับ เพราะ Platinum เอามาขายแล้วเด้อ

 

Saturday, October 31, 2009

Dizzee Rascal ไอ้เด็กแสบจากลอนดอน

Technorati Tags: ,

ในวงการบันเทิงทุกชาติก็มักจะมีนักร้องศิลปินที่โดนเรียกว่า เด็กมหัศจรรย์ อยู่เรื่อยๆ ในบ้านเราก็มีเหมือนกัน แต่จะมีซักกี่คนที่มันมหัศจรรย์ได้ด้วยตัวเอง ทำเพลงเอง ร้องเอง ไม่ใช่หุ่นกระบอกของค่ายเพลง แต่ที่อังกฤษ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสร้างชื่อขึ้นมาด้วยตนเอง แม้จะมาจากครอบครัวที่ยากจน แต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้เขาพยายามจนประสบความสำเร็จได้ เขาคือไอ้เด็กแสบ Dizzee Rascal

dizzee2 

Dizzee Rascal หรือชื่อจริงคือ Dylan Kwabena Mills คือชาวอังกฤษผิวสีเชื้อสายกาน่าและไนจีเรีย เขาเติบโตมากับแม่เพราะว่าพ่อตายไปตั้งแต่ยังเด็ก ในช่วงเด็ก เขาย้ายโรงเรียนไปมาหลายแหล่ง เพราะเป็นตัวก่อปัญหาในโรงเรียน จนได้ฉายา Rascal (เด็กแสบ) แต่ว่าก่อนที่ชีวิตจะแหลกเหลว เขาก็ได้พบกับดนตรี และตั้งใจเข้าเรียนวิชาดนตรี นั่งทำเพลงบนเครื่องคอมของโรงเรียน และได้อาจารย์ที่มองเห็นแววมาสนับสนุนเขา (ถ้าเราสนับสนุนเด็กได้ถูกทาง เขาก็จะไปได้ดีเองล่ะครับ) ต่อมาแม่เขาก็ซื้อ Turntable ให้ และเขาก็ฝึกๆๆๆๆ เพื่อที่จะได้เก่งที่สุด

พออายุได้แค่ 16 เขาก็เริ่มเป็น DJ สมัครเล่น และเริ่มทำเพลงกับ Roll Deep Crew แนวเพลงของเขายืนพื้นที่ Hip-Hop เป็นหลักโดยผสมผสานทั้ง Garage, Reggae, Grime กระทั่ง Rock ลงไป เขาเริ่มออกซิงเกิ้ลแรก I Luv U ที่โปรดิวซ์เอง โดยเนื้อเพลงเกี่ยวกับปัญหาการท้องของวัยรุ่น (ในขณะที่บ้านเราเด็กอายุเท่ากันยังร้องแต่เพลงละเมอรัก) บนจังหวะที่เหมือนสร้างขึ้นบนคอมพิวเตอร์ราคาถูก แต่มันเจ๋งและกลายเป็นเพลงฮิตในระดับหนึ่ง
big1

เขาออกอัลบั้มเต็ม Boy In Da Corner ในปี 2003 โดยค่าย XL Records ซึ่งกลายเป็นอัลบั้มที่ถีบให้เขาดังอย่างมากในวงการเพลง และกลายเป็นศิลปินที่มาแรงๆสุดๆทั้งๆที่อายุแค่ 19 ปี มันเต็มไปด้วยเพลงที่จังหวะที่เฉียบขาด ผสมกับลีลาการแร๊พแบบเฉพาะตัวของเขา ทำให้มันได้รับคำชมเป็นอย่างมาก สารพัดเพลงเจ๋งๆในอัลบั้มทำให้เราหลงรักมันทันที ไม่ว่าจะเพลง I Luv U หรือเพลง Brand New Day ที่ใช้จังหวะแปลก ส่วน 2 Far ก็แร๊พอย่างรวดเร็วบนจังหวะที่ย่ำไปย่ำมาได้อย่างสนุก เพลง Round We Go ก็เหมือนกับเอาเพลง Flat Beat มาทำให้เป็น Hip-Hop ส่วน Just A Rascal ก็เอาเสียงกีตาร์ผสมกับเสียงร้องประสานแบบในโบสถ์มาแร๊พได้อย่างเมามัน แต่เพลงที่เด่นที่สุดชนิดแซงเพลงอื่นแบบไม่ทิ้งแถวคือ Fix Up, Look Sharp ที่โคตรติดหูตั้งแต่เขาตะโกน Oi! ขึ้นมาบนจังหวะโครมครามแบบช้างกระทืบโรง ก่อนที่จะตามด้วยท่อนฮุคที่ติดหูและเสียงร้องวู้ ทำให้เพลงนี้มันอยู่ในกบาลคนฟังได้ตั้งแต่ฟังครั้งแรกที่เดียว ให้ไป 5 ดาวสำหรับเพลงนี้ครับ

นอกจากอัลบั้มแรกจะทำให้เขายกสถานะกลายเป็นศิลปินแนวหน้าค่าตัวแพงแล้ว มันยังได้รางวัล Mercury อีกด้วย ทำให้เขาได้เป็นผู้ชนะรางวัลที่อายุน้อยที่สุดในวงการเลยทีเดียว ความสำเร็จประดังเข้ามาหาเขา แต่ก็มีด้านมืดเช่นกัน เขาถูกแทงที่ก้นหลังเล่นสด โดยเชื่อว่าเป็นผลจากการปีนเกลียวกับรุ่นพี่อย่าง So Solid Crew แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครคือคนร้ายกันแน่
dizzee_rascal

หลังจากเจียดเวลาไปแร๊พในเพลง Lucky Star ของ Basement Jaxx เขาก็กลับมากับอัลบั้มที่สอง Showtime ที่เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล Stand Up Tall ที่ออกจะหนักไปทางเพลงเต้นรำโดยใช้เสียงประกอบเหมือนกับเกมแฟมิคอมยุคเก่า บวกกับการแร๊พอย่างรวดเร็วเป็นชุดเหมือนกระสุนปืนกลของเขา ทำให้มันโดดเด่นออกมาจริงๆส่วนตัวอัลบั้มก็ยังเยี่ยมไม่เปลี่ยนครับ เพลงโปรดของผมคือ Respect Me ที่มากับบีทบวมๆกับเสียงประกอบหลอนๆ

ปี 2007 เขาก็กลับมากับ Math and English ที่ครั้งนี้เขากลายเป็นหนุ่มเต็มตัว มันเป็นอัลบั้มที่เฉียบขาดยิ่งกว่าเดิม เพลงต่างๆเต็มไปด้วยพลังมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Pussyole (Oldschool) ที่โคตรมันสะใจพร้อมลากเราลงฟลอร์ เช่นเดียวกับ Flex ที่ชวนเราแร๊พตามเหลือเกิน ส่วน Sirens ก็ชวนเรานึกถึงเพลงแร๊พรุ่นเก๋า ยังมีเพลง Temptation ที่ได้ Alex Turner จาก Arctic Monkeys มาร่วมงานด้วย และมันก็กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จเหนืออัลบั้มก่อนๆของเขา


และปีนี้เขากลับมาอีกครั้ง เริ่มจากซิงเกิ้ลแรก Dance Wiv Me ที่ได้ Calvin Harris มาโปรดิวซ์ให้ และมันก็เป็นตามที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนว่าเขาจะทิ้งซาวนด์ Grime เพื่อที่งานที่ตลาดขึ้น DWM คืองานเพลงเต้นรำที่ติดหูแบบสุดๆแบบที่ทุกคลับชอบ ตามมาด้วยซิงเกิ้ลที่สอง Bonkers ที่ได้ดีเจดัง Armand Van Helden มาร่วมงานด้วย และมันก็เป็นการร่วมงานที่ลงตัวเอามากๆ เพราะว่าต่างคนต่างเสริมความเด่นให้กัน จนขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งได้อย่างสวยงาม จนอัลบั้ม Tongue N’ Cheek มันได้พิสูจน์ว่าเขาทำงานออกมาตลาดมากขึ้นจริงๆ แม้หลายเพลงยังมีรากของ Grime อยู่บ้าง แต่มันก็ติดหุมากขึ้นกว่าเดิม นับว่าเป็นก้าวที่กล้าหาญจริงๆ ทุกเพลงชวนให้เราโยกไปกับมันอย่าสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น Road Rage หรือ Dirtee Cash แต่ที่ติดหุสุดๆจริงๆ ต้องเป็น Holiday ที่พร้อมจะเติมฟลอร์เต้นรำของทุกเกาะอังกฤษได้อย่างง่ายดาย ทำให้ Tongue N’ Cheek เป็นอัลบั้มที่น่าสนใจที่สุดอีกอัลบั้มหนึ่งในปีนี้ไปแล้ว

Saturday, September 19, 2009

Little Boots อีกหนึ่งสาวมาแรง

Technorati Tags: ,

ช่วงนี้ผมคงจะขอแนะนำวงใหม่ๆเยอะเป็นพิเศษนะครับ สาเหตุก็เพราะว่า วงใหม่ๆหลายวงนี่ซาวนด์สดใหม่จนเวลาฟังแล้วครั่นเนื้อครั่นตัว อยากจะเอามาเขียนถึงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จริงๆครับ และหลังจากที่ฟังอัลบั้มของ Little Boots จบ ผมก็เกิดอาการคันตามง่ามนิ้วจนรีบต้องเอามาเขียนทันที

Little Boots คือชื่อในวงการของ Victoria Hesketh สาวน้อยมากความสามารถจาก Blackpool ประเทศอังกฤษ ที่สนใจดนตรีตั้งแต่เล็ก ก่อนที่จะหันไปตั้งใจเรียนจนได้ปริญญาเกียรตินิยม แต่ถึงจะตั้งใจเรียน เธอก็ทนกลิ่นเย้ายวนไม่ไหว ร่วมตั้งวง Dead Disco กับเพื่อนสาวอีกสองคน ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากค่ายเพลงในระดับหนึ่ง

little-boots

แต่เมื่อโดนค่ายเพลงกดดันเข้ามากๆ และเพื่อนร่วมวงไม่เห็นด้วยกับการที่เธอจะเขียนเพลงที่ติดหู เธอจึงเลือกตัดสินใจออกจากวงในปี 2007 ซะ เพื่อที่จะได้เป็นอิสระและทำตามที่เธอต้องการ ปล่อยให้เพื่อนเธอกลายเป็น Video Villain แทน เธอเริ่มคัฟเวอร์เพลงของศิลปินป๊อปอย่าง Wham ลง Youtube เมื่อไปเจอกับทีมงานที่เธอเคยร่วมงานด้วยสมัย Dead Disco เธอจึงตัดสินใจเริ่มต้นอย่างจริงจังกับงานเพลงของเธอโดยเริ่มต้นใช้ชื่อ Little Boots และตั้งแต่ต้นปี 2009 นี้เองที่เธอเริ่มเป็นที่สนใจของสื่อ ถึงขนาดว่าเธอได้รับการโวตในโพล BBC Sound of Music 2009 เอาชนะ White Lies และ Florence and the Machine เลยทีเดียว แสดงถึงความคาดหวังที่มีต่ออัลบั้มของเธอเป็นอย่างสูง

ซิงเกิ้ลแรกของเธอ New In Town เป็นเพลงป๊อปจ๋าที่ช่วงติดหูชนิดที่ได้ลองครั้งเดียวแล้วลืมไม่ลง ไม่ต่างกับขนมหวานชั้นเยี่ยมที่เราจะเรียกร้องหาเรื่อยๆหลังจากการชิมครั้งแรก มันคือเพลงที่ฟังดูเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่พร้อมจะทำให้เราหลงรักได้ทันที แค่ประโยคง่ายๆอย่าง I'm gonna take you out tonight I'm gonna make you feel alright. I don't have a lot of money, but we'll be fine. No, I don't have a penny, but I'll show you a good time. ก็กลายเป็นท่อนฮุคที่ติดหูเกินกว่าที่เราจะทานทนไหว ใครจะไม่หลงรักได้ล่ะครับ ก็เธอเล่นเสนอตัวพาเด็กหน้าใหม่ในเมืองอย่างพวกเราไปเที่ยวซะขนาดนั้น ส่วนภาคดนตรีนั้น ก็เหมือนการหยิบเอาส่วนดีที่สุดของวงป๊อปสารพัดวงมาขยำรวมกันได้อย่างลงตัวเหลือเกิน (ส่วนMV ลองหาดูครับ ผมชอบฉากลานจอดรถมาก อีโรติคเช็ด) ไม่แปลกอะไรที่สื่อสารพัดค่ายต่างพากันหันมาเทใจเชียร์เธออย่างเต็มสตีมหลังจากผิดหวังเล็กน้อยจาก Florence and the Machine มา บางคนถึงขนาดว่าเธอจะกลายเป็นคู่แข่งชิงบัลลังก์ราชินีป๊อปกับ Girls Aloud, Lily Allen หรือ Lady Gaga เลยทีเดียว (คงไม่เกี่ยวกับทาทา ยังนะ)

littlebootsiscute

และเมื่อ Hands อัลบั้มเปิดตัวของเธอที่ออกวางขายในปี 2009 นี้ มันควรจะเป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงป๊อปที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีนี้เลยทีเดียว หรือบางที อาจจะของทศวรรษนี้เลยก็ได้ เพราะว่ามันคืออัลบั้มที่เทิดทูนดนตรีป๊อปแบบไม่กลัวใครจะตราหน้าเลยว่าเพลงป๊อปเป็นแค่เพลงขยะ ตรงกันข้าม เธอกลับทำเพลงออกมาเพื่อจะบอกโลกว่า “นี่แหละคือป๊อป และจงหลงรักมันซะ” มันคืออัลบั้มที่รวบรวมเอาอาวุธทุกอย่างของดนตรีป๊อปมาไว้ในเวลา 45 นาทีของมัน ชนิดที่เรียกได้ว่า ยังไงคุณก็ต้องหลงรักมันแน่ๆ

ไม่เพียงแต่ New in Town เท่านั้นที่ยอดเยี่ยม แต่ว่าทุกเพลงในอัลบั้มนั้นสามารถตัดมาเป็นซิงเกิ้ลได้หมดเลยทีเดียว ซิงเกิ้ลที่สองอย่าง Remedy ที่เริ่มต้นอย่างลึกลับพอๆกับเพลงหนัง James Bond ก่อนที่จะกลายเป็นเพลงป๊อปที่มากับท่อนฮุคที่ยากจะลืมอีกแล้ว Click ก็เริ่มต้นด้วยจังหวะที่เหมือนกับหลุดมาจาก Assault on Precinct 13 ของ John Carpenter แล้วค่อยกลายเป็นบรรยากาศเพลงป๊อปจากอวกาศไป อีกเพลงที่ลึกลับไม่แพ้กันคือ Ghost ที่เหมือนกับให้วิญญาณยุควิคทอเรียนมาเต้นในเพลง Thriller ส่วน Meddle ก็โครมครามไม่แพ้งานของ Dizzee Rascal เลยทีเดียว และ No Brakes ก็ได้เสียงอันเซ็กซี่ของเธอทำให้เราฟังได้อย่างเพลินเหลือเกิน

little-boots-dancing

อีกสามเพลงที่เด่นจนผมคิดว่ายอดจนกลายเป็นงานคลาสสิกได้เลยทีเดียว คือ Stuck on Repeat ที่เหมือนกับการหยิบเอาสารพัดเพลงของ Kylie Minogue มาคั้นเอาความยอดเยี่ยมจนกลายเป็นเพลงๆนี้ ส่วน Tune Into My Heart ก็เข้าข่ายเดียวกัน ซึ่งมันเยี่ยมถึงขนาดแค่ฟังครั้งเดียวก็ทำให้ผมน้ำตาคลอเพราะความยอดเยี่ยมของมันได้ ส่วน Symmetry คือการบูชาครูอย่างแท้จริง เพราะนอกจากมันจะเป็นเพลงดิสโกป๊อปชั้นเลิศแล้ว เสียงผู้ชายที่คุณได้ยินในเพลงคือ Phil Oakey แห่ง The Human League ผู้บุกเบิกดนตรีแนวนี้มาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วนั่นเอง และนั่นทำให้เราหวนนึกไปถึงงานระดับ Masterpiece อย่าง Don’t You want Me ขึ้นมาทันที

แม้จะเป็นศิลปินหน้าใหม่ แต่ Little Boots ก็ได้สร้างผลงานเพลงป๊อประดับคลาสสิกขึ้นมาแล้ว และอัลบั้ม Hands ของเธอจะกลายเป็นอัลบั้มที่มนุษย์ในอนาคตกล่าวถึงเมื่อพูดถึงเพลงป๊อปจากโลกยุคปี 2000

Saturday, September 5, 2009

Enter Shikari จับมันมาผสมพันธุ์

Technorati Tags: ,

นับตั้งแต่ผมเริ่มฟังเพลงมา นับวัน ผมยิ่งรู้สึกว่า เส้นแบ่งระหว่างแนวดนตรียิ่งบางลงเรื่อยๆ ไม่ต่างกับผ้าอนามัย บางที ผมฟังแล้ว ไม่รู้จะบอกว่ามันคือแนวอะไรกันแน่ ยิ่งแนวดนตรีหลังๆนี่ แทบจะเหมือนกับการจับนู่นผสมนี่ จนได้ลูกผสมที่ยิ่งชวนงงเข้าไปใหญ่ ว่ามันคืออะไรกันแน่ ที่เขียนไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบนะครับ ถ้ามันผสมลงตัวกันนี่ ผมไม่เคยปฏิเสธหรอกครับ อย่างวงที่จะแนะนำในวันนี้ คือวงที่ผสมดนตรีสองแนวที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้ แต่พวกเขากลับทำออกมาได้อย่างลงตัวสุดๆ พวกเขาคือ Enter Shikari

enter shikari 

Enter Shikari คือการรวมตัวกันของเด็กหนุ่ม 4 คนจาก St. Albans ประเทศอังกฤษ นั่นคือ Rou Reynolds (รูว์ ร้องนำ ซินธ์) Liam Clewlow (เลียม กีตาร์) Chris Batten (คริส เบส) และ Rob Rolfe (ร๊อบ กลอง) ในช่วงปี 2003 หลังจากบ่มฝีมือมานานสองปี พวกพวกก็เขาเริ่มต้นด้วยการออกซิงเกิ้ลแบบดาวน์โหลดชิ้นแรก นั่นคือ Mothership กลายเป็นซิงเกิ้ลประจำสัปดาห์ของ iTunes ทันที คงเป็นเพราะความแปลกใหม่ของมัน ที่เป็นการผสมดนตรี Post-Hardcore หนักหน่วง เข้ากับ เสียงซินธ์แบบดนตรีเรฟ เรียกได้ว่าเป็นสองขั้วที่เอามาผสมกันได้ยากเหลือเกิน แต่ว่าพวกเขากลับทำได้อย่างยอดเยี่ยม และน่าประทับใจเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเขาได้รับการจับตามองในทันที

ถ้า Mothership เจ๋งแล้ว การเอาเพลง Sorry You’re Not a Winner และ OK, It’s Time For Plan B กลับมาออกเป็นCDซิงเกิ้ลอีกครั้งยิ่งโคตรเจ๋งครับ เพราะมันคือDouble A Sides ที่ยอดเยี่ยมแบบหาที่ติแทบไม่ได้ ทั้ง Sorry (ขอย่อ) ที่เริ่มต้นด้วยเสียงซินธ์ ก่อนที่จะเริ่มสับอย่างไม่ยั้งตามแบบฮาร์ดคอร์ และยังมีท่อนฮุคที่พร้อมให้แฟนร้องตามได้อย่างสะใจจริงๆครับ (ก็ชื่อเพลงแหละครับ) พอกลับมาช่วงพักระหว่างเพลง เสียงซินธ์มันก็กลับมาอีกครั้ง จนท้ายเพลงที่สับสองกระเดื่องอย่างเมามัน ค่อยเติมเสียงซินธ์หลอนๆเข้าไป เรียกได้ความครบเครื่องจริงๆ

roughton-rou-reynolds-of-enter-shikari-1 

ส่วนเพื่อนร่วมแผ่นของมันอย่าง OK ก็สะใจไม่น้อยหน้าเลยครับ เพราะแค่เริ่มเพลงมากับเสียงสำรอกอ่อนๆของรูว์ สับกระเดื่องคู่ และเสียงซินธ์ ก็ทำให้เราได้พบกับการร่วมรักระหว่างดนตรีสองประเภทที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาร่วมเตียงกันได้ แต่มันกลับลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆครับ พอเข้าช่วงกลางเพลงที่เป็นเพลงฮาร์ดคอร์หนักๆ แต่กลับมีเสียงซินธ์ตามมาประกบ มันช่างวิเศษอย่างน่าประหลาดใจจริงๆครับ Double A Sides คู่นี้คือหนึ่งในการประสานงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆครับ และมันทำให้พวกเขาชื่อหอมหวนขึ้นมาทันที

ไม่เพียงแค่นิตยสารต่างๆจะเริ่มมาทำสกู๊ปสารพัด ค่ายเพลงต่างๆก็ตามล่าลายเซ็นของพวกเขาอย่างๆไม่เหน็ดเหนื่อยเลย แต่ระหว่างที่ยังไม่มีสังกัด พวกเขาก็สร้างตำนานการเป็นวงดนตรีวงที่สองที่ขายบัตรแสดงสดที่เวทีชื่อดังอย่าง Astoria ได้หมดทั้งๆที่ยังไม่มีสังกัด (วงแรกคือ The Darkness) ครับ ยิ่งทำให้ลายเซ็นในสัญญาของพวกเขามีค่าหัวสูงขึ้นอีก แต่พวกเขาก็เลือกหักอกค่ายเพลงทุกค่าย ด้วยการตั้งค่ายเพลง Ambush Reality ของตัวเองขึ้นมา เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองจากการเซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ไป (แล้วก็รับเงินเต็มๆด้วย)

enter

ปี 2007 ดูเหมือนจะเป็นปีทองของพวกเขา หลังจากออกซิงเกิ้ลที่สี่ พวกเขาก็ออกอัลบั้มแรก Take to The Skies ที่ได้รับคำชมจากทั่วทุกทิศ เพราะนอกจากซิงเกิ้ลแล้ว มันนยังมีเพลงเด่นๆอย่าง Johnny Sniper ที่เต็มไปด้วยเสียงซินธ์สวยๆ และที่สะใจที่สุดคือ Return to Energizer ที่ขึ้นต้นมาด้วยการสับแหลกอย่างไม่บันยะบันยังตามแบบของScreamo จริงๆ และเพราะความยอดเยี่ยมของมัน ทำให้พวกเขาคว้ารางวัลสารพัดรางวัล และได้รับการยกย่องจากสื่อเป็นอย่างมาก

Enter_Shikari_1 

นอกจากนี้แล้ว พวกเขาไม่ใช่วงที่ขี้เกียจเลย หลังจากการออกทัวร์อย่างหนักหน่วง พวกเขาก็ถือฤกษ์ปี 2009 ออกผลงานใหม่ที่ชื่อ Common Dreads ที่ถ้าเทียบกับอัลบั้มก่อนที่มีการแยกสัดส่วนระหว่างเพลงร๊อคกับเพลงเต้นรำแล้ว อัลบั้มนี้คือการขยำดนตรีทั้งสองแนวเข้ากันแบบไม่ให้แยกออกเลย ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง Juggernauts ที่เหมือนจับ Paul Van Dyk มาหัดเล่นเพลงฮาร์ดคอร์ หรือเพลง Zzzonked ที่โคตรหนักและหลอน จนเหมือนกับการถีบเราหลุดเข้าไปในโลกของเกมคอมพิวเตอร์แบบยิงแหลกเลยทีเดียว เช่นเดียวกับ Hectic สับแบบไม่ยั้งเช่นกัน Common Dreads คือการใส่ทุกอย่างเข้าไปแบบไม่ยั้งจนกลายเป็นยำใหญ่จานอร่อยเต็มสตรีมเลยทีเดียว

ถ้าอยากลองฟังเพลงที่ผสมกันได้อย่างลงตัว และสะใจเต็มสูบ ลองไปหามาฟังได้เลยครับ รับรองว่า Enter Shikari ถูกใจคุณแน่ๆ